ดร.นิศรา การุณอุทัยศิริ
ดร.นิศรา การุณอุทัยศิริ หรือ ดร.ต่าย หัวหน้าห้องปฏิบัติการไมโครอะเรย์แบบครบวงจร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค)
 |
| ดร.นิศรา ภายใต้การทำงานในห้องปฏิบัติการ |
 |
| อีกมุมหนึ่งของ ดร.นิศรา |
รางวัลที่ได้รับ
"รางวัลทุนวิจัยลอรีอัลเพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์"
"รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้นจากสภาวิจัยแห่งชาติ ชุดตรวจเชื้อก่อโรคในอาหาร"
"รางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ดีเด่นของประเทศไทย พระราชทานจากพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรม ราชกุมารี"
ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นรางวัลในระดับประเทศ
นอกจากนี้ยังมีรางวัลในระดับโลกอย่าง การได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 43 ตัวแทนนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่จากทั่วโลก เพื่อเข้าร่วมเวทีประชุมวิชาการระดับโลก World Economic Forum (WEF) อีกทั้งยังได้รับเลือกตั้งเป็นตัวแทนนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ให้ดำรงตำแหน่งประธานร่วมขององค์กรเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ของโลก พร้อมทั้งได้รับเชิญจากผู้แทนพระองค์ราชินีอังกฤษ ในประเทศแคนาดา ให้เป็น 1 ใน 14 คน ที่จะเข้าร่วมเสวนาวิทยาศาสตร์ โดย ดร.นิศรา เป็นตัวแทนคนเดียวจากทวีปเอเชียอีกด้วย
องค์ความรู้ที่ได้รับ
สำหรับการเสวนานั้น เป็นการจัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองทางวิทยาศาสตร์ ในการพัฒนาประเทศแคนาดา โดยดร.นิศรา ได้เสนอมุมมองว่า นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ๆ คือบุคคลที่ไม่ควรถูกมองข้าม เนื่องจากยังมีไฟแรง และยังคงคิดนอกกรอบ ทำให้มีการเปิดมุมมองความสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เพื่อช่วยสร้างเสริมให้ประเทศเจริญก้าวหน้า ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะที่แคนาดาควรนำไปพิจารณา
หากย้อนกลับไปในสมัยวัยเยาว์ ดร.นิศรา คือชาวจังหวัดนครสวรรค์ ที่สนใจคณิตศาสตร์ตั้งแต่เด็ก เพราะคุณแม่เป็นครูสอนคณิตศาสตร์ และคุณพ่อเป็นอาจารย์สอนจิตวิทยาเด็กในมหาวิทยาลัย ซึ่งเน้นการสอนให้รู้จักคิดอย่างมีเหตุมีผล
ดร.นิศราตั้งใจเรียนในห้อง และตั้งใจฟังครูมาก เพราะเป็นคนไม่ชอบท่องจำ จึงพยายามตั้งใจเรียนให้เข้าใจ อีกทั้งฐานะทางบ้านก็ไม่ได้ร่ำรวย จึงไม่ค่อยได้เรียนพิเศษมากเท่าไหร่ เน้นการถามคุณครูในยามที่ไม่เข้าใจมากกว่า เนื่องจากเป็นคนช่างพูดช่างถาม จึงทำให้เรียนรู้เรื่องและมีผลการเรียนที่ดี
ทั้งนี้ ดร.นิศรา บอกว่าตนเองมีพี่สาวเป็นแรงบันดาลใจ เพราะพี่สาวเรียนเก่งมาก จึงใฝ่ฝันอยากจะเป็นให้ได้เหมือนพี่สาว ทำให้ตั้งใจเรียนและสอบเทียบข้ามชั้น เพราะอยากสอบเข้าแพทย์ตามพี่สาว ก่อนที่จะมีโอกาสได้สอบชิงทุนรัฐบาลไทยเพื่อไปเรียนหนังสือที่ต่างประเทศ โดยดร.นิศรา เลือกสอบทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์ สายวิศวกรรมเคมี กับ ทุนกระทรวงต่างประเทศ สายเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ซึ่งเธอก็สอบผ่านทั้ง 2 ทุน แต่เมื่อต้องเลือกเพียง 1 ทุน ดร.นิศราจึงขอเลือกสายวิทยาศาสตร์อย่างที่ชอบ
ส่วนเคล็ดลับในการประสบความสำเร็จของดร.นิศรานั้น เธอบอกว่า จะต้องเลือกทำในสายงานที่ตัวเองรัก ไม่ท้อแท้กับงานหนักและเหนื่อยในการใช้สมอง และความโชคดีของเธอก็คือมีครอบครัวและคนรอบข้างที่ดี ที่จะคอยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้มีกำลังใจในการทำงาน
"ชีวิตของเราทุกคน เราเป็นคนสร้าง อยากให้ชีวิตของต่ายได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคน เพื่อให้มุ่งมั่นตั้งใจและเพิ่มพูนศักยภาพของตนเอง อย่าคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ ขอเพียงแค่มุ่งมั่นตั้งใจ และเลือกในสิ่งที่อยากทำ รวมทั้งรักในสิ่งที่ทำอยู่ ก็จะผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้" คือคำพูดปิดท้ายของ ดร.ต่าย นิศรา นักวิทยาศาสตร์คนนี้
จุดเด่น
นี่คือตัวอย่างของคนที่มีความพยายาม และหาตัวเองจนเจอว่าอะไรคือสิ่งที่ใช่สำหรับชีวิต รวมทั้งยังเป็นตัวอย่างของความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จโดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค หวังว่าเรื่องราวดี ๆ ของหญิงเก่งมากความสามารถคนนี้ จะช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้นำเธอไปเป็นแบบอย่าง
อ้างอิงจาก http://www.unigang.com/Article/6448
นายเหลือ เปรมปราคิน
องค์ความรู้ที่ได้รับ
คุณลุงนักประดิษฐ์จานดาวเทียมจากกระทะเก่า ซึ่งมีแรงบันดาลใจจากโครงการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมของในหลวง คุณลุงใช้ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการลองผิดลองถูกประกอบจานดาวเทียมขึ้น เพื่อมอบให้กับโรงเรียนไว้ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนให้แก่เด็กๆ ที่ขาดโอกาสทางการศึกษา
ณ บ้านไม้หลังเล็กๆ ในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ทุกพื้นที่ทุกตารางนิ้วแออัดไปด้วยวัสดุสิ่งของอุปกรณ์ต่างๆ มากมาย ที่ดูเหมือนกองขยะที่ไร้ค่า แต่จะมีใครรู้ว่ามันมีค่าสำหรับชายร่างสูงใหญ่วัยเกือบ 80 ปี ที่วันๆ หนึ่งเกือบตลอด 24 ชั่วโมงใช้วันเวลาหมดไปกับการนั่งคิด สร้างสรรค์ ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ตามหัวคิดแบบชาวบ้านๆ
"เหลือ เปรมปราคิน" หรือ "ลุงเหลือ" อดีตลูกจ้างประจำของกรมชลประทาน ที่เริ่มต้นทำงานตั้งแต่อายุ 22 ปี จนกระทั่งถึงวัยปลดเกษียณ ที่ชาวบ้านละแวกนั้นรู้จักกันดี
 |
| ใช้ฝาหม้อทำจานสะท้อนสัญญาณ |
 |
| การสร้่างจานดาวเทียมจากลวดและการคำนวนจุดรวมสัญญาณ |
 |
| จานดาวเทียมแบบเคลื่อนที่ได้ |
จุดเด่น
"ตอนเด็กๆ ผมชอบแกะนู้นแกะนี่ ชอบสงสัยว่าเครื่องยนต์กลไกมันเป็นอย่างไร และผมก็เรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเองตลอด ตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด คอมพิวเตอร์ เครื่องยนต์กลไก การออกแบบโครงสร้างต่างๆ รีโมทคอนโทรล เครื่องไฮโดรริก ช่างเชื่อม ช่างไฟฟ้า ช่างก่อสร้าง และอื่นๆ อีกทุกชนิด ทุกวันนี้ผมก็ยังศึกษาค้นคว้าในเรื่องที่ผมยังไม่รู้อีกมากมาย ผมว่าการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจอยู่"
ในขณะที่ปากลุงเหลือกำลังบอกเล่าถึงอดีตที่ผ่านมา พร้อมๆ กับมือที่กำลังขวานหาสิ่งประดิษฐ์มากหน้าหลายตาออกมาอวดให้ยลโฉม ไม่ว่าจะเป็น หมวกกันน๊อคที่สามารถฟังเพลงได้ เครื่องตัดหญ้าแบบใช้รีโมทคอนโทรล เครื่องใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องบินบังคับวิทยุ แม้กระทั่งเครื่องบินเล็กที่ใช้ขับได้จริง สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ล้วนเกิดจากเศษวัสดุเหลือใช้ทั้งนั้น
แต่ในจำนวนสิ่งประดิษฐ์ที่ผ่านมันสมอง ผ่านหัวคิดสร้างสรรค์ จินตนาการแบบลุงเหลือ ก็คงไม่มีสิ่งประดิษฐ์ชิ้นไหนน่าทึ่งเท่ากับสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ นั่นก็คือ "จานดาวเทียมกะทะเหล็ก"
รางวัลที่ได้รับ
ปริญญาคุรุศาตร์บัณฑิตกิติมศักดิ์ สาขาเทคโนโลยี นวัตกรรมการศีกษา มหาวิทยาลัย ราชภัฏเชียงใหม่
จุดเด่น
ตำพูดที่ว่า"ผมไม่คิดที่จะทำขาย หรือจดลิขสิทธิ์ ผมอยากให้ความรู้กระจายไปในทุกพื้นที่ ดังนั้นผมถือว่ามันเป็นกุศลที่ผมได้มอบให้กับคนอื่น อันดับแรกคือร่างกายผมไม่ป่วยยังแข็งแรงดี สองผมความจำยังดียังทำประโยชน์ได้ และสามคือผมพออยู่พอกินไม่ได้อยากร่ำรวยอะไร เพราะฉะนั้นเรื่องเงินเรื่องเล็ก ถ้าตัวเราอยู่สุขสบายแล้วล่ะก็ วิธีคิดเหล่านี้ผมได้มาจากพระราชดำรัสของในหลวง คือคิดอะไรให้มันง่ายๆ เข้าไว้อย่าสลับซับซ้อน คนอื่นเขาจะได้ทำตามได้"
...นี่คือปณิธานของชายชราผู้หนึ่งที่ตระหนักถึงคำว่า "ให้" และ "พอเพียง" อย่างแท้จริง ในยุคสมัยที่คนส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้รับมากกว่าการเป็นผู้ให้
อ้างอิงจาก http://hilight.kapook.com/view/21103/3