แหล่งการเรียนรู้
| ภาพเมืองแปดริ้วยามเย็นที่ริมบางปะกง |
![]() |
| ภาพวัดโสธร |
รูปแบบแหล่งการเรียนรู้ที่เป็น กิจกรรม วัฒนธรรม ประเพณี
ประเภทแหล่งการเรียนรู้ กิจกรรม วัฒนธรรม ประเพณี
ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ มีวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายลาวที่เข้ามาปลักหลักอยู่ในอำเภอพนมสารคาม งานบุญข้าวหลามเป็นการทำบุญด้วยข้าวหลามและขนมจีน หรือข้าวปุ้นกับน้ำยาป่า หมายถึงน้ำยาที่ไม่ใส่กะทิ แต่ใส่ปลาร้า โดยจะทำกันในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี ที่กำหนดเอาวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 เป็นวันงานบุญก็เนื่องจากเป็นช่วงที่ชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาเสร็จ จากการเกี่ยวข้าว จึงถือโอกาสนำข้าวที่ได้มาทำเป็นข้าวหลามและขนมจีน เพื่อทำบุญเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว (จัดงาน ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 วันมาฆบูชา)
อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.chachoengsao.go.th/sotorn/index.php?option=com_content&view=article&id=107&Itemid=107
2.ประเพณีแห่ธงตะขาบ
ประเภทแหล่งการเรียนรู้ กิจกรรม วัฒนธรรม ประเพณี
วัฒนธรรมของชาวรามัญที่เข้าตั้งรกรากอยู่บริเวณวัดพิมพาวาส ในเขตอำเภอบางปะกง ซึ่งประเพณีดังกล่าวจะจัดขึ้นในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ สิ่งที่น่าสนใจนอกจากจะเป็นการร่วมเล่นสนุกในประเพณี สงกรานต์แบบบไทยๆ แล้ว ยังเกี่ยวเนื่องไปถึงการสืบสานงานหัตถกรรมอันแสดงถึงความละเอียดอ่อน และเป็นเอกลักษณ์ของชาวรามัญด้วย นั่นก็คือ การทำธงกระดาษ ผู้ที่จะทำธงกระดาษได้จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และสืบทอดการทำธงตะขาบมาจาก บรรพบุรุษเสียก่อน มิเช่นนั้นก็จะไม่สามารถทำธงตะขาบได้อย่างถูกต้องตามประเพณี ในวันพิธีแห่งธงตะขาบ แต่ละบ้านก็จะจัดเตรียมธงเพื่อ นำไปถวายวัด โดยจะถวายครั้งละ 2-3 ตัว ลักษณะของธงตะขาบ คือ ตะขาบ 1 ตัวจะมีรวมนม 9 ราวนม นมละ 14 ช่วง นมนี้มีลักษณะเป็นนมคู่ หากเป็นตะขาบตัวเมียจะมีปากเพียงปากเดียว ส่วนตัวผู้ต้องมี 2 ปาก เมื่อทำเสร็จผู้ทำจะนำแป้ง หวี กระจก ผม 1 ปอย และผ้าเช็ดหน้าแขวนไว้ที่ปากตะขาบ การแห่นิยมแห่ทางบกมากกว่าทางเรือ เมื่อถึงวัดชาวบ้านจะนำธงตะขาบไปผูกไว้กับต้นเสาในศาลาวัดเพื่อทำพิธีเมื่อ ถึงเวลาพระสงฆ์จะนำสายสิญจ์มาวงรอบธง จากนั้นพิธีถวายธงจะเริ่มขึ้นด้วยการกล่าวบทนมัสการคุณพระศรีรัตนตรัย ตามด้วยการสรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์ เสร็จแล้วชาวบ้านจะนำธงตะขาบขึ้นไปไว้บนเสาหงส์ เชื่อกันว่า ทุกครั้งที่ธงตะขาบส่าย
เพราะแรงลม จะทำให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วได้ขึ้นสวรรค์ (จัดงาน วันที่ 12-14 เมษายน ของทุกปี)
อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.chachoengsao.go.th/sotorn/index.php?option=com_content&view=article&id=107&Itemid=107
3.ประเพณีแห่องค์หลวงพ่อโสธร
ประเภทแหล่งการเรียนรู้ กิจกรรม วัฒนธรรม ประเพณี
ในวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี ชาวแปดริ้วจะอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้น รถคันใหญ่พร้อมกับน้ำมนตร์ที่จะคอยประพรมให้กับประชาชนที่เข้าไปนมัสการองค์ หลวงพ่อตามสองข้างทางที่แล่นผ่าน ซึ่งชาวบ้านจะเรียกว่าแห่ทางบก สำหรับวันขึ้น 14 - 15 ค่ำ เดือน 12 จะเป็นการอัญเชิญหลวงพ่อโสธรลงในเรืองกระแซง หรือเรือขนาดใหญ่ ซึ่งประดับด้วยธงทิวสีสันสวยงามล่องไปตามลำน้ำบางปะกง เพื่อให้ประชาชนที่อยู่ริมน้ำได้ทำการกราบไหว้บูชา โดยเรือจะหยุดให้ประชาชนกระทำพิธีสักการะบูชาตามจุดต่างๆ เช่น ท่าเรือ ที่ว่าการอำเภอ สำหรับในงานจะมีการละเล่น มหรสพ เช่น การแข่งเรือฝีพาย แข่งเรือเร็ว เป็นต้น(จัดงาน ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 ถึง แรม 1 ค่ำ เดือน 12)
อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.chachoengsao.go.th/sotorn/index.php?option=com_content&view=article&id=107&Itemid=107
4.ประเพณีขึ้นเขาเผาข้าวหลาม
ประเภทแหล่งการเรียนรู้ กิจกรรม วัฒนธรรม ประเพณี
ช่วงกุมภาพันธ์เป็นประเพณีที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษซึ่งอพยพมาจากเวียงจันทร์ สมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งเรียกตัวเองว่า "ชาวลาวเวียง" การเผาข้าวหลามจะทำในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งในวันดังกล่าวจะมีการละเล่นของชาวบ้านด้วย พอวันรุ่งขึ้น คือ วันขึ้น 15 ค่ำ ชาวบ้านจำพากันขึ้นเขาไปนมัสการรอยพระพุทธบาทจำลองบนเขาดงยาง (วัดสุวรรณคีรี) พร้อมกับนำข้าวหลามไปถวายแด่พระสงฆ์
และเป็นเสบียง ระหว่างเดินทางขึ้นเขา ปัจจุบันเป็นงานประจำปีของอำเภอแปลงยาวที่จัดร่วมกับสภาวัฒนธรรมอำเภอ (จัดงาน ขึ้น 14-15 ค่ำ เดือน 3)
อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.chachoengsao.go.th/sotorn/index.php?option=com_content&view=article&id=107&Itemid=107
5.ประเพณีบุญล้อมบ้าน
ประเภทแหล่งการเรียนรู้ กิจกรรม วัฒนธรรม ประเพณี
ช่วงพฤษภาคมวัฒนธรรม/ประเพณี/ความเชื่อของชาวไทยพวน อำเภอพนมสารคามในหมู่บ้าน เกิดมีคนป่วย และล้มตายติดต่อกันหลายคนบางคนป่วยเช้า สายก็ตาย บางคนป่วยสาย บ่ายก็ตาย บางคนป่วยเย็น กลางคืนก็ตาย ติดต่อกันแบบนี้ชาวบ้านเกิดหวาดกลัว ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านจึงพาชาวบ้านไปไหว้ศาล ขอให้คุ้มครอง เจ้าพ่อได้มาเข้าทรงบอกว่า ดวงบ้านดวงเมืองกำลังมีเคราะห์ เนื่องจากตั้งหมู่บ้านไม่มีหลักบ้านหลักเมือง ชาวบ้านจึงตั้งหลักบ้านหลักเมืองไว้บริเวณใกล้ ๆ ศาล เรียกกันว่า "หลักศีล" และให้ทำบุญเสียเคราะห์หมู่บ้านการทำบุญเสียเคราะห์หมู่บ้าน โดยให้ชาวบ้านทุกหลังคาเรือนทำกระทงหน้าวัว ปั้นคน โค กระบือ ม้า สุนัข ไก่ ข้าวดำ ข้าวแดง ใส่มาในกระทงหน้าวัว ช่วยกันหาหญ้าคามาถักต่อกันให้ยาว เพื่อล้อมรอบหมู่บ้านให้นำหญ้าคาและกระทงหน้าวัวนี้มารวมกัน ณ บริเวณ ศาล ทำบายศรีปากชาม สู่ขวัญหลักบ้านหลักเมือง ทำบายศรีพุ่มสู่ขวัญชาวบ้าน เมื่อทุกคนพร้อมกันแล้วคนทรงอัญเชิญเจ้าพ่อประทับทรงเจ้าพ่อจะทำพิธี ทำน้ำมนต์รดกระทงรดหญ้าคา และให้นำหญ้าคาที่ทำพิธีแล้วไปล้อมรอบหมู่บ้านนำกระทงไปส่งตามแยกต่าง ๆ ของหมู่บ้านเป็นการส่งผี ส่งเคราะห์ร้ายออกไปจากหมู่บ้าน และไม่ให้ผีหรือเคราะห์ร้าย ๆใด เข้ามาในหมู่บ้านได้อีก
3.แม่น้ำบางปะกง
อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.chachoengsao.go.th/sotorn/index.php?option=com_content&view=article&id=107&Itemid=107
............................................................................................................
รูปแบบแหล่งการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติ
1.แม่น้ำบางประกง
ประเภทแหล่งการเรียนรู้ ตามธรรมชาติ
แม่น้ำบางปะกง เป็นแม่น้ำสายสำคัญสายหนึ่งที่ไหลลงสู่อ่าวไทย ทางด้านจังหวัดฉะเชิงเทรา มีต้นกำเนิดจากแม่น้ำนครนายกและแม่น้ำปราจีนบุรี ไหลมาบรรจบกันบริเวณ ตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี มีความยาวตลอดลำแม่น้ำ 122 กิโลเมตร และปริมาณการไหลของแม่น้ำบางประกงในแต่ละปี โดยเฉลี่ยแล้ว หลังเดือนเมษายน คือเมื่อเริ่มเข้าฤดูฝน ปริมาณน้ำในแม่น้ำบางปะกงจะเพิ่มขึ้นสูงตามลำดับ จนถึงประมาณเดือนสิงหาคม หลังจากนั้นปริมาณการไหลของน้ำจะค่อยๆลดลงหลังจากหมดฤดูฝน ซึ่งปริมาณน้ำจะน้อยที่สุดในเดือนธันวาคม เมื่อเริ่มเข้าเดือนเมษายนในปีถัดไปปริมาณการไหลของน้ำจะเพิ่มขึ้นอีกเป็น วัฏจักร ลุ่มน้ำบางปะกง มีพื้นที่ลุ่มน้ำ 7,978 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดชลบุรี มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายปี 3,712 ล้าน ลบ.ม. สามารถแบ่งออกเป็น 4 ลุ่มน้ำย่อย ได้แก่ แม่น้ำนครนายก คลองท่าลาด คลองหลวง และแม่น้ำบางปะกงสายหลัก ปัจจุบันมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ในพื้นที่ ลุ่มน้ำจำนวน 16 โครงการ มีความสามารถในการเก็บกักน้ำรวม 62 ล้าน ลบ.ม. สำหรับพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ 1,180,160 ไร่ มีการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค ปีละประมาณ 1 ล้าน ลบ.ม. ขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรประมาณปีละ 430 ล้าน ลบ.ม. จึงได้มีการเสนอแผนการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง เพิ่มเติมในแผนระยะสั้น และระยะยาวในทุกลุ่มน้ำย่อยรวม 7 โครงการ มีโครงการหลักที่สำคัญอยู่ในแผนระยะสั้นได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองสียัด โครงการอ่างเก็บน้ำคลองหลวง และโครงการเขื่อนทดน้ำ
อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.chachoengsao.go.th/sotorn/index.php?option=com_content&view=article&id=107&Itemid=107
2.เขาอ่างฤๅไน
ประเภทแหล่งการเรียนรู้ ตามธรรมชาติ
เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ครอบคลุมพื้นที่ 683,750 ไร่ ตั้งอยู่ใจกลางของพื้นที่ป่าผืนใหญ่รอยต่อ 5 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรีและสระแก้ว เป็นป่าลุ่มต่ำที่ไม่ผลัดใบที่อยู่ใกล้กรุงเทพมหานครมากที่สุด ป่าดงดิบส่วนใหญ่เป็นป่าดงดิบแล้ง มีเพียงเล็กน้อยที่เป็นป่าดงดิบชื้น ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรังและทุ่งหญ้า เป็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์ผืนสุดท้ายของภาคตะวันออก มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของแม่น้ำบางปะกงทางด้านจังหวัดฉะเชิงเทรา คลองตะโหนดจังหวัดจันทบุรีและแม่น้ำประแสร์ในจังหวัดระยอง สภาพภูมิประเทศทั่วไปมีความลาดชันไม่มากนัก มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 30-802 เมตร ยอดเขาสูงสุดอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเขตรักษาพันธุ์ฯ คือ เขาสิบห้าชั้น มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 802 เมตร
พื้นที่ป่าปกคลุมเป็นบริเวณกว้างใหญ่ มีสัตว์ป่านานาชนิด เช่น ช้าง กระทิง กวาง เก้ง วัวแดง ชะนีมงกุฎ เม่น และนกพันธุ์ต่างๆ อาศัยอยู่มากมาย เช่น ไก่ฟ้าพญาลอ นกกก นกแต้วแล้วธรรมดา นกเขาใหญ่ เหยี่ยวขาว เป็นต้น และในพื้นที่สำนักงานเขตรักษาพันธุ์ฯยังเป็นที่ตั้งของสถานีวิจัยสัตว์ป่าแห่งแรกของภาคตะวันออกและเป็นแหล่งที่สองของประเทศไทย รองจากสถานีวิจัยสัตว์ป่านางรำที่ห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี บริเวณหุบเขาร่มรื่นและเย็น ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม สามารถชมผีเสื้อได้ เช่น ผีเสื้อสะพายฟ้า ผีเสื้อหางกระดิ่งแววมยุรา ผีเสื้อเจ้าป่า เป็นต้น
นอกจากนั้นยังมี น้ำตกอ่างฤาไน หรือ น้ำตกบ่อทอง อยู่ที่หน่วยพิทักษ์ป่าน้ำตกบ่อทอง เกิดจากคลองหมากบนเขาอ่างฤาไน เป็นน้ำตกที่มีน้ำไหลตลอดปี ห่างจากที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนประมาณ 40 กิโลเมตร มีทางเข้าจากบริเวณบ้านหนองคอก เส้นทางต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อ ตัวน้ำตกอยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์ป่าน้ำตกบ่อทองประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจเรียนรู้ศึกษาธรรมชาติอย่างแท้จริง และ น้ำตกเขาตะกรุบ ขึ้นอยู่กับหน่วยพิทักษ์ป่าเขาตะกรุบ เลยจากที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนประมาณ 30 กิโลเมตร
ค่าเข้าเขตรักษาพันธุ์ฯ มีบริการบ้านพัก ค่าเข้าชมชาวไทยผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท การเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าควรปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ผู้ที่มีความประสงค์จะเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จะต้องทำจดหมายขออนุญาตล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน เรียน ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 2561 4292 ต่อ 658, 659 หรือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน โทร. 0 3850 2001
การเดินทาง จากกรุงเทพฯใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง
รถยนต์ จากตัวเมืองฉะเชิงเทราใช้เส้นทางสายฉะเชิงเทรา-พนมสารคาม จากอำเภอพนมสารคามไปตามทางหลวงหมายเลข 3245 (พนมสารคาม-สนามชัยเขต) จากนั้นใช้เส้นทางหมายเลข 3259 ผ่านอำเภอท่าตะเกียบสู่บ้านหนองคอก ระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร แล้วไปตามเส้นทางบ้านหนองคอก-อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว อีกประมาณ 20 กิโลเมตร จะถึงสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนและสถานีวิจัยสัตว์ป่าฉะเชิงเทราซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน
รถโดยสารประจำทาง นั่งรถโดยสารประจำทางสายกรุงเทพฯ-พนมสารคาม แล้วต่อรถโดยสารประจำทางสายฉะเชิงเทรา-คลองหาด ลงหน้าสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน
อ้างอิงข้อมูลจากhttp://thai.tourismthailand.org/%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A4%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%99--2962
3.เกาะลัดบางคล้า
ประเภทแหล่งการเรียนรู้ ตามธรรมชาติ

เกาะลัด มีพื้นที่ประมาณ 2,000 ไร่เศษ ตั้งอยู่ตรงข้ามที่ว่าการอำเภอบางคล้า ตัวเกาะมีแม่น้ำบางปะกงล้อมรอบ บนเกาะเป็นพื้นที่สวน ส่วนใหญ่จะเป็นสวนหมาก สวนมะม่วง และมีต้นไม้อื่นปลูกแซมอยู่บ้าง เช่น มังคุด มะไฟ พลู เป็นต้น รอบเกาะเป็นป่าชายเลน ป่าจาก ต้นลำพู
ทัศนียภาพสองชายฝั่งแม่น้ำบางปะกงรอบเกาะลัด ร่มรืน และสบายตา อุดมไปด้วยพันธ์ไม้ต่าง ไม่ว่าจะเป็นต้นลำพู ป่าจาก ทั้งยังมีอุโมงค์จาก หรือก็คือคลองเล็ก ๆ ที่เข้าบ้านชาวบ้าน และมีป่าจากปรกคลุมอยู่สองฝั่งคลอง มองคล้ายโค้งหลังคา ซึ่งวิธีการเที่ยวชมทัศนียภาพรอบเกาะต้องล่องเรือ เนื่องจากเกาะลัดเป็นเกาะปิดวิธีการเดินทางจึงมีทางเดียว คือ ทางเรือ
ข้อมูลจากhttp://www.nmt.or.th/chachoengsao/bangkhla/Lists/List41/AllItems.aspx
4.เกาะนก
ประเภทแหล่งการเรียนรู้ ตามธรรมชาติ
เกาะขนาดเล็กในอำเภอบางปะกง มีพื้นที่ประมาณ 125 ไร่ เป็นศูนย์รวมของนกสายพันธุ์ต่างๆ เช่น นกกาน้ำ นกกระยาง ค้างคาวและนกปากห่างซึ่งเป็นพันธุ์นกที่มีจำนวนมากที่สุดบนเกาะนก ภายในเกาะจะมีทางเดินโดยรอบและหอดูนก 2 จุด ซึ่งสามารถขึ้นไปชมทัศนียภาพในมุมสูงได้โดยรอบบริเวณซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของ สัตว์และนกนานาชนิด อาทิ นกกาน้ำ นกแสก นกกระยาง นกนางนวล นกกระเต็น ค้างคาวแม่ไก่และลิงแสม เป็นต้น
ประเภทแหล่งการเรียนรู้ ตามธรรมชาติ
ข้อมูลจากhttp://www.hotsia.com/chachoengsao/257.shtml
5.ป่าชายเลน
ประเภทแหล่งการเรียนรู้ ตามธรรมชาติ
ตลอดแนวชายฝั่งคือป่าชายเลนที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ พื้นที่ติดทะเลทำให้เมืองนี้ได้รับอิทธิพลจากลมบกและลมทะเลอย่างเต็มที่ และด้วยลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ ฉะเชิงเทราจึงชุ่มชื้นด้วยฝนที่ตกต้องตามฤดูกาล อันนำพาพืชพรรณธัญญาหารให้ผลิดอกออกผลสะพรั่งตลอดปี
ชนิดพรรณไม้ที่พบ และเป็นตัวแทนป่าชายเลนบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง ได้แก่ จาก แสมขาว แสมดำ ปอทะเล โกงกางใบเล็ก ตะบูนขาว โกงกางใบใหญ ่และลำพู พบพรรณไม้น้ำที่มีความสำคัญต่อทรัพยากรประมง โดยพบพรรณไม้น้ำรวม 35 ชนิด สาหร่าย 2 ชนิด
ทรัพยากรประมงในระบบนิเวศน้ำกร่อยแม่น้ำบางปะกง พบพันธุ์ปลารวม 170 ชนิด ใน 53 วงศ์ ปลากลุ่มใหญ่ที่พบในบริเวณนี้ที่เป็นปลาน้ำจืด คือวงศ์ Cyprinidae ปลากลุ่มเด่นอื่นที่พบ ได้แก่ กลุ่มปลาบู่ในวงศ์ Eleotridae, Gobiidae, Ambassidae, Sciaenidae, Clupeidae และ Ariidae พบปลาที่อยู่ในสถานภาพมีแนวโน้มสูญพันธุ์ 5 ชนิด คือปลาหงอนไก่ ปลาม้าน้ำ Hippocampus kuda ปลากะพงขี้เซา Lobotes surinamensis ปลากระทิงไฟ Mastacembelus erythrotaenia ปลาปักเป้าสกุล Chonerhinus ทรัพยากรกุ้งเป็นทรัพยากรเป้าหมายทางการประมงในบริเวณนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กุ้งก้ามกราม (Machrobrachium rosenbergii) กุ้งหัวมัน (Metapenaeus brevicornis )กุ้งตะกาด (Metapenaeus spp.) กุ้งแชบีวย (Penaeus merguiensis) และเคยตาดำ (Mesopodopsis orientalis)
เมื่อพิจารณาองค์ประกอบชนิดโดยรวมของสัตว์หน้าดิน พบไส้เดือนทะเลและหอยเป็นกลุ่มเด่น
อ้างอิง : ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
นอกจากนี้ยังพบ โลมาอิรวดี ซึ่งโลมาอิรวดีได้รับการจัดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองลำดับที่ ๑๓๘ (สัตว์ป่าคุ้มครองเป็นสัตว์ป่าที่เกิดในธรรมชาติและมีรายชื่ออยู่ในประกาศคณะรัฐมนตรีให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ห้ามล่า ห้ามครอบครอง หรือห้ามเพาะพันธุ์ เว้นแต่จะได้รับอนุญาต) สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN) ก็จัดให้โลมาอิรวดีอยู่ในบัญชีตัวแดง (Red List) โดยอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างวิกฤต (Critically Endangered)
.........................................................................................................
รูปแบบแหล่งการเรียนรู้ที่เป็นสถานที่
1.วัดโพธิ์บางคล้า
ประเภทแหล่งการเรียนรู้ สถานที่
วัดสร้างขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 2310 - 2325 สมัยพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นศิลปสมัยรัตนโกสินทร์กับอยุธยา รูปทรงจตุรมุ ก่ออิฐฉาบปูน หลังคาจั่วมุงด้วยกระเบื้องเกร็ดเต่าทำจากดินเผา มีหน้าต่างหนึ่งช่อง มีประตูสองช่องเหนือขอบประตูสองด้าน ประดับด้วยถ้วยชามสังคโลกเรียงกันเป็นรูปทรงกลม หน้าจั่วเป็นพื้นเรียบ กระเบื้องชายหลังคาเชื่อมด้วยปูน ตัววิหารมีกำแพงล้อมรอบพร้อมมุงหลังคา และมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยทำด้วยปูน ประดิษฐานไว้โดยรอบจำนวน 8 องค์ ส่วนภายในวิหารมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ 1 องค์ ต่อมาหลังคมวิหารและกำแพงได้ชำรุดและพังลง
ในปี พ.ศ. 2485 มีผู้ใจบุญได้ซ่อมหลังคาใหม่ โดยมุงด้วยกระเบื้องเกล็ดเต่าเคลือบสี หน้าบันจั่วทิศตะวันตก เป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ประดับด้วยลายเครือเถาหน้าบัน จั่วด้านประตูปั้นเป็นรูปดอกบัว 5 ดอก ประดับแจกัน หลังคาประดับด้วยช่อฟ้ารูปหัวพญานาค มีใบระกา และต่อมาหลังคาและนาคปั้นก็พัง เกิดความชำรุดเสียหายอีก ทางอำเภอบางคล้าได้ร่วมกับประชาชนบริจาคทรัพย์เพื่อช่วยซ่อมแซมขึ้นในปี พ.ศ. 2541 เป็นการอนุรักษ์ของเดิมเอาไว้เพื่อเป็นมรดกของชาติ โดยได้ทำการซ่อมหลังคาโครงสร้างใหม่หมด ตั้งเสาเสริมความเข้มแข็ง 4 ด้าน รวม 8 ด้าน ฉาบผนังภายในโดยก่ออิฐฉาบปูนทุกด้าน เปลี่ยนฝ้าเพดาน เปลี่ยนโคมไฟ ปูพื้นใหม่ด้วยหินอ่อน และปูศิลาแลงโดยรอบวิหารทั้ง 4 ด้าน และทางวัดได้ดำเนินการประดับตกแต่งเครื่องบนตัวนาคและลวดลายหน้าบัน เพื่อทรงคุณค่าทางศิลปกรรมและมรดกทางวัฒนธรรม
อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.chachoengsao.go.th/sotorn/index.php?option=com_content&view=article&id=107&Itemid=107
2.ตลาดคลองสวนร้อยปี
ประเภทแหล่งการเรียนรู้ สถานที่
ตลาดคลองสวนร้อยปีเป็นตลาดเก่าแก่ยุคร้อยปีในละแวกเดียวกันยังมีตลาดอื่นๆอีกหลายตลาด แต่คนไม่ค่อยรู้จักบางตลาดก็ไฟใหม่หรือผุพังไปตามธรรมชาติ ตลาดคลองสวนตั้งอยู่ที่ตำบลคลองสวน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ และตำบลเทพราช อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีสะพานไม้เล็กๆเดินข้ามจังหวัดไปมาได้ หากยืนกลางสะพานหันหน้าให้คลองกางมือออก มือขวาท่านจะอยู่จังหวัดฉะเชิงเทรา มือซ้ายอยู่จังหวัดสมุทรปราการ มาเที่ยวคลองสวนเหมือนเที่ยวสองหวัดหวัดในตลาดเดียวกัน
จุดเด่นตลาดคลองสวนคือตลาดริมน้ำที่สมัยก่อนชาวนาชาวสวนจะนั่งเรือมาซื้อของ ปุ๋ย อาหารและทุกอย่าง ดังนั้นเพื่อให้เข้าบรรยากาศโบราณ Mr.Hotsia เลยแต่งตัวเป็นชาวนาชาวสวน เอาเสื้อพ่อมาใส่ แล้วก็ไปเที่ยวตลาดคลองสวนร้อยปีนี้ ทีแรกว่าจะขับเรือมา แต่ปรากฏว่าคลองตันไปด้วยผักตลชวาเสียแล้ว เลยต้องมาทางรถแทน น่าเสียดายที่เพื่อนๆไม่ได้เห็นบรรยากาศการเดินทางมาตลาดคลองสวนร้อยปีทางเรือ
สำหรับคนที่บ้านไม่ได้อยู่ติดคลองก็ชอบบรรยากาศตลาดริมคลองแบบนี้ ส่วนผมเกิดริมคลองเดินตลาดแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก สมัยก่อนไปตลาดบางพลีน้อยพายเรือไปครับ ยังจำได้โดนตะขาบกัดเช้ามืด กว่าแม่จะพายเรือไปถึงหมอประสงค์ที่ตลาดบางพลีน้อยระยะทาง 5-6 กิโลเมตร ปวดจนหายปวดไปเลย ดังนั้นสำหรับผมตลาดคลองสวนหากมาต้องหากินของอร่อยโบราณๆ ที่หาที่อื่นไม่ได้ เช่นก๋วยเตี๋ยวเป็ดคลองสวน หัวหมูคลองสวน ทีผมชอบและอร่อยสุดๆคือก๋วยเตี๋ยวเป็ด เป็ดพะโล้
คนส่วนใหญ่มาที่ตลาดคลองสวนขากลับจากไปไหว้หลวงพ่อโสธร แล้วก็เที่ยวตลาดคลองสวนตอนเที่ยง บ่ายๆ ตรงกะมื้อเที่ยงพอดีเลย อาหารที่ตลาดคลองสวนจึงได้รับความนิยมครับ สำหรับคนที่ไม่ชอบคนมาก ผมแนะนำว่าไปไม่ให้ตรงกะเสาร์อาทิตย์ ตลาดคลองสวนร้อยปีจะเปลี่ยนเป็นเงียบสงบ น่าเที่ยวในแบบที่คุณเห็นตามสื่อมาก่อน
3.ศูนย์ศึกษาพัฒนาเขาหินซ้อน
ประเภทแหล่งการเรียนรู้ สถานที่
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ตำบลเขาหินซ้อน ริมทางหลวงหมายเลข 304 กิโลเมตรที่ 51-52 อยู่ห่างจากอำเภอพนมสารคาม 17 กิโลเมตร มีเนื้อที่กว้างใหญ่ประมาณ 1,895 ไร่ ศูนย์แห่งนี้ได้รับสถาปนาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2522 เนื่องมาจากพื้นที่บริเวณดังกล่าวมีสภาพเสื่อมโทรม ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ เนื้อดินเป็นทราย มีการชะล้างพังทลายของดินสูง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงพัฒนาพื้นที่ สภาพแวดล้อมและระบบนิเวศน์บริเวณศูนย์ ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำ ฟื้นฟูสภาพป่า การพัฒนาดิน การวางแผนการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ จนพื้นที่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ด้วยวิธีการเกษตรแผนใหม่ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประชาชนมีโอกาสพึ่งพาตนเองได้ จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิตและเป็นศูนย์รวมการพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ ถือเป็นต้นแบบแนวทางและตัวอย่างการพัฒนาให้แก่พื้นที่อื่น อีกทั้งอาศัยความร่วมมือจากส่วนราชการต่างๆและเอกชน ภายในศูนย์มีการแบ่งพื้นที่เพื่อทำการสาธิตและทดลองงานต่าง ๆ ได้แก่ การพัฒนาที่ดิน การปศุสัตว์ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ งานศิลปาชีพและโครงการสวนป่าสมุนไพร มีแปลงทดลองปลูกพืชนานาชนิด อาทิ พันธุ์หวายที่มีในประเทศไทย อโวคาโด มะม่วงทุกพันธุ์ทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศ โดยจัดตั้งเป็น “สวนพฤกษศาสตร์ภาคตะวันออก” เพื่อดูแลงานวิจัยเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของพืชสมุนไพรต่างๆ ภายในอาคารจัดเป็นนิทรรศการบรรยายและสาธิตการผลิตสมุนไพรต่าง ๆ มีห้องอบสมุนไพรซึ่งเปิดบริการทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-16.00 น. (30 บาทต่อคน) ศูนย์แห่งนี้ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวประจำปี 2545 รางวัลดีเด่นประเภทแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและรางวัลอุตสาหกรรมการท่อง เที่ยวประจำปี 2547 รางวัลยอดเยี่ยมประเภทแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร
ผู้ที่สนใจจะเข้าชมศูนย์เป็นหมู่คณะและต้องการเจ้าหน้าที่นำชม ใช้เวลาชมประมาณ 2 ชั่วโมง ทำจดหมายติดต่อล่วงหน้า เรียน ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ นอกจากนั้นศูนย์ฯยังมีบริการที่พัก (ห้องพัดลม 50 บาทต่อคน ห้องปรับอากาศ 100 บาทต่อคืน สอบถามรายละเอียดได้ที่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน ในเวลาราชการ 08.00–17.00 น. โทร. 0 3859 9105-6
ข้อมูลจากhttp://www.hotsia.com/chachoengsao/244.shtml
4.วัดหลวงพ่อโสธร
ประเภทแหล่งการเรียนรู้ สถานที่
วัดอยู่ในเขตเทศบาลเมือง ริมแม่น้ำบางปะกง เดิมชื่อว่า "วัดหงส์" สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายเป็นที่ประดิษฐาน "หลวงพ่อโสธร" พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 1.65 เมตร สูง 1.48 เมตร ฝีมือช่างล้านช้าง ตามประวัติเล่าว่าได้ปาฏิหาริย์ลอยน้ำมา และมีผู้อัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้ แต่เดิมเป็นพระพุทธรูปหล่อทองสัมฤทธิ์ปางสมาธิหน้าตักกว้างศอกเศษ รูปทรงสวยงามมาก แต่พระสงฆ์ในวัดเกรงว่าจะมีผู้มาลักพาไปจึงได้เอาปูนพอกเสริมหุ้มองค์เดิมไว้จนมีลักษณะดังที่เห็นในปัจจุบัน ทุกวันนี้จะมีผู้คนมานมัสการปิดทองหลวงพ่อโสธรกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพระอุโบสถหลังเก่าของวัดมีสภาพทรุดโทรม และคับแคบ ทางคณะกรรมการวัดจึงมีมติให้รื้อพระอุโบสถหลังเก่าและสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ โดยอัญเชิญพระพุทธโสธรองค์จำลองไปประดิษฐานไว้ ณ อาคารชั่วคราว เพื่อเปิดให้ประชาชนได้มานมัสการตามปกติ ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ และเริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2530 โดยมีสำนักงานโยธาจังหวัดเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง ลักษณะพระอุโบสถหลังใหม่เป็นแบบรัตนโกสินทร์ประยุกต์ ขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ เวลาเปิดให้เข้านมัสการ วันธรรมดา 07.00 น.-16.15 น วันหยุด 07.00 น.-17.00 น.
บริเวณวัดโสธรฯ มีบริการร้านค้าจำหน่ายอาหารและสินค้าของที่ระลึกจากจังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดใกล้เคียง นอกจากนั้นบริเวณท่าน้ำของวัด มีบริการเรือหางยาวรับส่งผู้โดยสารระหว่างตลาดในตัวเมือง และวัดโสธรฯ และเรือบริการท่องเที่ยวลำน้ำบางปะกง
ข้อมูลจากhttp://www.thai-tour.com/thai-tour/central/chacheongsao/data/place/wat-sothron.html
5.ป้อมเมืองฉะเชิงเทรา
ประเภทแหล่งการเรียนรู้ สถานที่
ป้อมเมืองฉะเชิงเทรา
อยู่ที่ถนนสุขเกษม สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อป้องกันข้าศึกศัตรูมารุกราน และในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ใช้เป็นที่ตั้งมั่นกองทัพในการปราบกบฎอั้งยี่ (พ่อค้าฝิ่นเถื่อนชาวจีนที่ก่อความวุ่นวายปล้นสะดมชาวเมือง) บริเวณหน้าป้อมจัดเป็นสวนสาธารณะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจและชมทิวทัศน์แม่น้ำบางปะกง และมีปืนใหญ่ตั้งอยู่ตามกำแพงเรือ
ข้อมูลจากhttp://www.thai-tour.com/thai-tour/central/chacheongsao/data/place/pommuang-chacheongsao.html
รูปแบบแหล่งการเรียนรู้ที่เป็นบุคคล
1.วรวิทย์ ตันวุฒิบัณฑิต
ประเภทแหล่งการเรียนรู้ บุคคล
“วรวิทย์ ตันวุฒิบัณฑิต” ปราชญ์ท้องถิ่นแห่งเมืองแปดริ้ว
บุคคลทรงคุณค่าที่ได้รับการกล่าวขานถึง ในแวดวงการด้านดาราศาสตร์ของขอบท้องฟ้าเมืองไทย จนเป็นที่ยอมรับและให้การเชื่อถือจากบุคคลหลากหลายระดับ และมีชื่อเสียงมายาวนานนับสิบปีที่ผ่านมานั้น คงจะหนีไม่พ้นบุคคลซึ่งถือได้ว่าเป็นปราชญ์แห่งท้องถิ่น บ้านตลาดบางบ่อ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา ในชื่อเสียงเรียงนาม “วรวิทย์ ตันวุฒิบัณฑิต” ที่เป็นบุคคลผู้มีความชำนาญการ หรืออาจขึ้นชื่อได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ของขอบท้องฟ้าเมืองไทยเลยทีเดียวก็ว่าได้
ด้วยผลงานที่ผ่านมาในหลายๆ ด้าน จากภูมิปัญญาความรู้เพียง ป.7 แต่ตลอดชีวิตได้ให้ความสนใจศึกษาท้องฟ้า และตำแหน่งดวงดาว หรือแม้แต่การเกิดปรากฏการณ์ต่างๆ นาๆ ที่จะเกิดขึ้นด้านดาราศาสตร์ ที่บุคคลผู้นี้มักจะเป็นบุคคลแรกๆ ที่จะออกมาเปิดเผยในเรื่องต่างๆ ที่เป็นตัวบ่งชี้ถึงความสนใจ และเฝ้าติดตามอย่างจริงจัง ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบนท้องฟ้าบ้าง รวมถึงผลงานการบันทึกภาพถ่ายทางด้านดาราศาสตร์อีกมากมาย จนมีผลงานออกสู่สายตาบุคคลผู้สนใจบ่อยครั้ง และถือเป็นการจุดชนวน สร้างความตื่นตัวให้แก่วงการดาราศาสตร์เมืองไทยเป็นอย่างมาก ด้วยการอาศัยความรู้พื้นฐาน และการสังเกต บวกกับความสนใจในด้านดาราศาสตร์ตั้งแต่ยังเยาว์วัย จนเป็นที่มาของบุคคลอันทรงคุณค่าผู้นี้นั่นเอง
“วรวิทย์ ตันวุฒิบัณฑิต” เกิดเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2494 ปัจจุบันอายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 31 ม.5 ต.แปลงยาว อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา เป็นบุตรของ นางกิมสุ่ย แซ่เฮ้ง ซึ่งเป็นนักสอยรังดุมมือหนึ่งในย่านนั้น และ นายคุ้ย แซ่ตั๊น ซึ่งมีอาชีพค้าขาย ตัดเย็บเสื้อผ้า (มีชื่อร้านอันเก่าแก่มายาวนานกว่า 50 ปี ล.ภูษา) มีพี่น้องรวม 5 คน ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขาย โดยนายวรวิทย์ เป็นบุตรคนสุดท้อง สมรสกับนางมาลัย ตันวุฒิบัณฑิต อายุ 53 ปี มีบุตรด้วยกันจำนวน 3 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน ในปัจจุบันได้ส่งเสริมให้ลูกๆ ได้เรียนหนังสือจนจบปริญญาตรีเป็นอย่างน้อยทุกคน และยังคงประกอบอาชีพค้าขายเสื้อผ้า ชุดนักเรียน อาชีพของบรรพบุรุษในอดีตจนถึงปัจจุบัน
จุดเริ่มต้นของการเข้ามาสู่วงการด้านดาราศาสตร์นั้น เริ่มตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2508 ในตอนนั้นอายุได้เพียง 13 ปี ในขณะนั้นบนท้องฟ้าได้เกิดมีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ขึ้น คือ “ดาวหางอิเคย่า- เซกิ” (ถูกค้นพบโดยชาวญี่ปุ่น) เข้ามาเยือนระบบสุริยะ ซึ่งเป็นดาวหางประเภทเฉียดดวงอาทิตย์ ทำให้มีหางยาวมาก สามารถเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า เหตุการณ์วันนั้นก็เพราะแม่ค้าขายหมูข้างบ้าน (เจ้เสี้ยเพื่อนบ้านติดกัน) มาช่วยปลุกให้ลุกขึ้นมาดูดาวหางในช่วงกลางดึกใกล้ค่อนสว่าง ซึ่งเป็นช่วงประมาณปลายเดือนตุลาคม ที่สามารถสังเกตเห็นปรากฏการณ์ได้ทุกคืนทั้งขาเข้า และขาออกเป็นเวลานานนับเดือน จึงทำให้เกิดการจุดประกายความอยากรู้อยากเห็น และทึ่งในปรากฏการณ์จนถึงขนาดร้องอุทานออกมาในขณะที่เห็นครั้งแรกว่า “นี่มันยาวถึงครึ่งฟ้าเลยนะเนี่ย”
เมื่อได้เห็นปรากฏการณ์ดาวหาง ที่มีหางยาวมากถึงครึ่งท้องฟ้าพุ่งมาเป็นสาย และมีความสวยงามเป็นอย่างมาก จึงเปรียบเสมือนเป็นการจุดชนวนเหตุให้เกิดความสนใจในด้านดาราศาสตร์ขึ้นมาทันที เพราะหลังจากวันนั้นที่ได้เห็นปรากฏการณ์ และได้เฝ้าดูโดยตลอด จนทำให้สังเกตเห็นทั้งหางงอ และหางแตกแยกออกเป็นสองหางได้ “ซึ่งมาทราบภายหลังว่า สาเหตุที่หางงอโค้งได้ก็เพราะดาวหางอยู่ในช่วงจังหวะกำลังเลี้ยวกลับ หรือสุดวงโคจรเพื่อเข้าอ้อมดวงอาทิตย์ และขณะเคลื่อนออกจากดวงอาทิตย์ก็เคลื่อนออกโดยหันหางออกจากดวงอาทิตย์ เพราะถูกแรงของลมสุริยะผลัก จึงทำให้เห็นส่วนที่แตกเป็นสองหางได้ ซึ่งหางฝุ่นกับหางแก๊สจะแยกกันไปคนละทาง โดยหางแก๊สจะมีน้ำหนักเบากว่าหางฝุ่น”
พอได้เห็นปรากฏการณ์ที่ปรากฏขึ้นแล้ว จึงเริ่มสนใจด้านดาราศาสตร์อย่างต่อเนื่อง และพยายามหาวิธีเรียนรู้ด้วยการหาซื้อตำรามาศึกษาเอง ซึ่งในขณะนั้นหายากมาก แต่ซื้อได้ด้วยราคาเล่มละ 5 บาทในสมัยนั้น (ขณะนี้ยังมีเก็บไว้อยู่) เป็นตำราที่เขียนโดย อ.สิงห์โต ปุกหุต (วท.บ., M.A., F.B.I.S.) เมื่อปี 2507 จากนั้นจึงได้เริ่มศึกษาจากตำรา จึงเริ่มรู้จักท้องฟ้า และกลุ่มดาวต่างๆ รวมถึงเส้นท้องฟ้า คือเส้น R.A. และ DEC. (Right ascension และ Declination) และเริ่มคิดทำอุปกรณ์ดูดาว โดยการแอบนำเอาแว่นตาแม่ที่ใช้สอยรังดุม (แอบเอามาโดยไม่ให้แม่รู้) นำเอามาทำเลน กล้องดูดาว ด้วยการหักขาออก ซึ่งต่อมาพี่ชายได้ซื้อแว่นขยายมาให้อีก 1 อัน จากนั้นได้ใช้กล่องลูกแบตมิลตันซึ่งมีทรงกลมมาทำเป็นกระบอกเลน โดยการนำเอาเลนแว่นตามาเป็นเลนวัตถุ และเอาแว่นขยายมาทำเป็นเลนตา ซึ่งก็ถือว่าประสบผลสำเร็จสามารถใช้ส่องดูดาวได้จริง แต่กำลังขยายไม่มาก
ต่อมาในปี 2513 ดาวหางเบนเน็ทต์ โคจรเข้ามาเมื่อประมาณกลางปี จึงมีโอกาสได้ทดสอบใช้กล้องดูดาวที่ประดิษฐ์ขึ้นเองดูปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง ด้วยการขึ้นหลังคาบ้านใช้ไม้กระดานปูนอนบนหลังคา จากนั้นจึงได้ใช้กล้องดูดาวที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง จากกล่องลูกแบตมิลตัน และแว่นตา นอนดูปรากฏการณ์ ตลอดคืน ซึ่งถือเป็นการทดสอบกล้องดูดาวครั้งแรก และก็ใช้ได้ผล สามารถดูปรากฏการณ์จากกล้องดูดาวที่ประดิษฐ์ขึ้นเองจนสำเร็จได้จริงเป็นครั้งแรกด้วยเช่นเดียวกัน
หลังจากนั้นในปี พ.ศ.2518 มี ดาวหางเวสส์ เข้ามา แต่ก็ต้องพลาดโอกาสที่จะได้ติดตามดู เพราะช่วงนั้นที่บ้านมีงานหนักมากเพราะฐานะครอบครัวไม่ดีจึงต้องทำงานเย็บผ้าจนไม่มีเวลาหยุดพักผ่อน ต่อมาในปี พ.ศ.2525 ทราบว่าจะมีดาวหางฮันเลย์เข้ามาในอีก 2 ปีข้างหน้า คือ ปี พ.ศ.2527 จึงได้คิดผลิตกล้องดูดาวแบบมีขาตั้ง ที่ออกแบบเองสามารถเคลื่อนที่ปรับมุมตามดาวได้ด้วยมือทั้งแนวดิ่งและแนวนอน เพื่อเตรียมการไว้เป็นการต้อนรับโดยตั้งจุดหมายไว้ที่จะต้องดูปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้
จึงได้เริ่มทำกล้องดูดาวจากท่อพีวีซี ซึ่งในยุคนั้นเพิ่งมีท่อน้ำพีวีซีเข้ามาขายใหม่ๆ โดยใช้เลนนูนที่ได้เดินทางไปซื้อมาจากร้านศึกษาภัณฑ์ ย่านถนนราชดำเนิน ซึ่งมีกำลังขยายประมาณ 50 เท่า ด้วยงบประมาณ 500 บาท สามารถมองเห็น ดวงจันทร์ ดาวพฤหัสบดี ได้อย่างชัดเจน รวมถึงดาวดวงอื่นๆ ที่อยู่ใกล้โลก ซึ่งถือเป็นการทัวร์ท้องฟ้าครั้งแรก และได้เรียนรู้ท้องฟ้าและสร้างสมประสบการณ์มาโดยตลอด และได้มีโอกาสหยิบกล้องขึ้นมาใช้ดูดาวบนท้องฟ้าบ่อยขึ้น
ต่อมาจึงได้เริ่มซื้อกล้องดูดาวเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2532 ซึ่งเป็นของนำเข้ามาจากต่างประเทศในราคา 5,500 บาท ที่ระบุสรรพคุณไว้อย่างเหนือชั้น ว่า “เป็นกล้องเพาเวอร์ เทเลสโค๊ป(Telescope) 625 เท่า” แต่ก็ต้องผิดหวังเป็นอย่างมาก และเสียดายเงินมากที่สุด เพราะประสิทธิ์ภาพต่ำเท่ากับกล้องที่ประดิษฐ์ขึ้นเองด้วยงบประมาณเพียง 500 บาท และหากใช้ดูดาวกลางฟ้ายังมีประสิทธิภาพที่ด้อยกว่าอีกด้วย
หลังจากนั้นจึงได้เริ่มซื้อกล้องดูดาวแบบมาตรฐานขนาด 8 นิ้ว ในราคากว่า 70,000 บาท ในปี พ.ศ.2535 พร้อมสร้างหอดูดาวขนาดเล็ก เป็นเพิงหลังคาเปิดได้ มีขนาดช่องสังเกตการณ์กว้างประมาณ 1 เมตร และซื้อกล้องดูดาวขนาด 11 นิ้ว เพิ่มอีกเมื่อปี พ.ศ.2537 ในราคา 150,000 บาท ในระหว่างนั้นได้เริ่มเข้าร่วมกิจกรรมกับสมาคมดาราศาสตร์ไทย ในปี พ.ศ.2538 ช่วงก่อนการเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง เมื่อวันที่ 24 ต.ค.38
โดยได้เข้าร่วมในการจัดกิจกรรมกับสมาคมดาราศาสตร์ไทย ซึ่งในวันนั้นได้มีการระดมกล้องดูดาวจากนักดาราศาสตร์ทั่วประเทศไปร่วมงานกัน เพื่อให้ประชาชนผู้สนใจได้ชมปรากฏการณ์ ซึ่งรวมทั้งกล้องดูดาวขนาด 8 นิ้วของหอดูดาวบัณฑิตด้วย โดยมี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา นำนักเรียนนายร้อย จปร. ไปเฝ้าคอยติดตามชมปรากฏการณ์ ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ วิทยาเขตสี่คิ้ว
ในปรากฏการณ์ครั้งนี้หอดูดาวบัณฑิต ได้ทำการบันทึกภาพปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงที่เกิดขึ้น โดยมี นายเอกชัย ตันวุฒิบัณฑิต (บุตรชาย) เป็นผู้ช่วย ซึ่งขณะนั้นอายุเพียง 13 ปี และถือเป็นผลงานของหอดูดาวบัณฑิตครั้งแรกอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นจึงได้มีผลงานการถ่ายภาพจากหอดูดาวบัณฑิต ออกมาประดับวงการ สู่สายตาคนในแวดวงดาราศาสตร์เมืองไทยมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง ทุกๆ ปรากฏการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น
จากนั้นในวันที่ 25 มี.ค.39 ได้เข้าถวายงานด้านดาราศาสตร์ ในโอกาสที่ดาวหางฮียะ กุตาเกะ มาเยือนโลก แด่สมเด็จพระเทพฯ เป็นการส่วนพระองค์ ในนามสมาคมดาราศาสตร์ไทย โดยได้นำอุปกรณ์กล้องดูดาวจากหอดูดาวบัณฑิตทั้งหมดไปถวายงาน ในการทอดพระเนตรปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทำการฉายภาพจากกล้องดูดาวขนาด 11 นิ้ว ของหอดูดาวบัณฑิต ด้วยฝีพระหัตถ์พระองค์เอง และได้ถวายงานทั้งเป็นการส่วนพระองค์ และอย่างเป็นทางการ มาอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปรากฏการณ์สำคัญอีกหลายครั้ง (รวม 9 ครั้ง) พร้อมทรงฉายภาพฝีพระหัตถ์ จากกล้องดูดาวของหอดูดาวบัณฑิตทุกๆ ครั้ง ที่มีปรากฏการณ์สำคัญทางดาราศาสตร์ด้วย
ต่อมาในปี 2540 จึงได้เริ่มสร้างหอดูดาวที่มีรากฐานมั่นคง ขนาดความสูงเท่ากับบ้าน 2 ชั้น มีขนาดช่องสังเกตการณ์ 2 เมตร แต่ถูกตึกที่ก่อสร้างขึ้นมาภายหลังที่สูงกว่าบดบังรัศมีการสังเกตการณ์บนท้องฟ้า จึงได้ตัดสินใจสร้างหอดาวขึ้นใหม่อีกด้วยงบประมาณส่วนตัว 1.5 ล้านบาท ในปี 2543 มีความสูงเท่าตึก 4 ชั้น ขนาดช่องสังเกตการณ์กว้าง 5 เมตร ยาว 8 เมตร เป็นหอดูดาวบัณฑิตอย่างถาวร และใช้ในการถ่ายบันทึกภาพปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ต่างๆ มากมาย ทั้งที่ถูกนำเสนอสู่สายตา สาธารณะชน และเป็นการส่วนตัว จนเป็นที่ยอมรับของวงการดาราศาสตร์ แวดวงสังคม และสื่อมวลชนโดยทั่วไป
การพัฒนาการด้านดาราศาสตร์ของหอดูดาวบัณฑิตยังไม่ได้หยุดยั้งอยู่กับที่ ยังมีการพัฒนาเดินหน้าอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาด้านกล้องดูดาวให้มีความทันสมัยใกล้เคียงกับของต่างชาติ ด้วยงบประมาณที่ต่ำกว่าแต่มีคุณภาพสูง โดยสมาชิกในทีมงาน ซึ่งล่าสุดได้พัฒนากล้องดูดาวให้สามารถเคลื่อนที่ติดตามถ่ายภาพดาวหางดวงใหม่ๆ ที่มีความสว่างน้อยได้ง่ายขึ้น รวมถึงเทคนิคการถ่ายภาพดาราศาสตร์ด้วยวิธีการใหม่ๆ ให้ทันสมัย พร้อมทั้งยังได้ช่วยถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ไปสู่เยาวชนรุ่นหลัง ให้ได้เรียนรู้ศึกษาทางด้านดาราศาสตร์อย่างถูกต้อง
ในการพัฒนาค้นหาแหล่งข้อมูลองค์ความรู้ด้านดาราศาสตร์ของหอดูดาวบัณฑิต นอกจากจะพัฒนาสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองและทีมงานแล้ว ยังได้ทำการศึกษาจากตำรา นิตยสาร และอินเตอร์เน็ท จากวงการดาราศาสตร์ทั่วโลก เพื่อเปิดรับสิ่งใหม่ๆ จากสังคมดาราศาสตร์ภายนอก และนำความรู้มาประยุคใช้ หรือแรกเปลี่ยนความรู้ ก่อนนำมาถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลังต่อไป
สิ่งที่ภาคภูมิใจมาตลอดชีวิตของการเป็นนักดาราศาสตร์ คุณวรวิทย์ บอกว่า คือ การที่ได้ถวายงานรับใช้สมเด็จพระเทพฯ ซึ่งเป็นการถวายงานในสิ่งที่ท่านทรงสนพระทัย และการที่ได้ถ่ายทอดความรู้ทางด้านดาราศาสตร์สู่เยาวชนคนรุ่นหลัง ที่มีการติดต่อประสานเชิญเข้ามาให้ไปเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ จากสถาบันการศึกษา ทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ทั่วทุกภาคของประเทศอย่างไม่ขาดสาย โดยที่ทางหอดูดาวบัณฑิตไม่ได้เรียกร้องค่าตอบแทนใดๆ
ในการนำเสนอความรู้นั้น มีทั้งเริ่มต้นตั้งแต่ปูพื้นฐาน ไปจนถึงการใช้อุปกรณ์ทางดาราศาสตร์ได้ และขั้นสูงสุดคือการติดตามบันทึกภาพปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่สำคัญต่างๆได้ โดยเฉพาะการติดตามดาวหางที่มีความสว่างน้อย ซึ่งจะปรับการนำเสนอในแต่ละระดับ ตามพื้นฐานความรู้ของผู้รับฟัง ซึ่งส่วนใหญ่จะอาศัยสถานการณ์จริงจากการเกิดปรากฏการณ์ในการนำเสนอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความตื่นเต้นและความสนใจให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมให้ได้รับความรู้ไปได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยเฉพาะเด็กๆ จะเกิดความสนุกสนาน
สิ่งสุดท้ายของบุคคลผู้ทรงคุณค่านี้ เขาบอกว่า “ยินดีที่จะถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจด้านราดาศาสตร์อย่างจริงจัง โดยที่จะไม่มีการหวงองค์วิชาความรู้หรือปกปิดเคล็ดลับใดๆ เพื่อเป็นวิทยาทานแด่คนรุ่นหลังสืบต่อไป” เพราะในอนาคตยังไม่มีความแน่นอนหากวันใดเขาเองเกรงว่า อาจจะออกไปบรรยายถ่ายทอดความรู้ให้บุคคลอื่นต่อไปไม่ได้อีก สิ่งที่ได้สร้างสมประสบการณ์มาจะสูญเปล่า เพราะในอนาคตอาจจะมีปัญหาด้านสุขภาพด้วยโรคประจำตัว (เบาหวาน) จึงจำเป็นที่จะต้องมีผู้ต่อยอดเป็นรุ่นต่อไป คุณวรวิทย์ กล่าวทิ้งท้ายในที่สุด
นี่คือบุคคลคุณค่า ที่ได้ใช้ภูมิปัญญาในการสร้างสมประสบการณ์จนเป็นผู้รู้ ที่อาจเรียกได้ว่า “ปราชญ์แห่งท้องถิ่น” ของชาวบ้านบางบ่อ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา จนเป็นที่ยกย่องของวงสังคม สถาบันการศึกษาหลายแห่งจากทั่วประเทศ ที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ทำคุณประโยชน์ จุดชนวนก่อให้เกิดเป็นประกายขึ้นแก่วงการดาราศาสตร์ไทย และเกิดการกระตุ้นตื่นตัว รวมทั้งยังได้ช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนรุ่นหลังให้เป็นวิทยาทาน สร้างหนุนนักดาราศาสตร์รุ่นใหม่ได้เติบโต จนอาจเรียกได้ว่า อาจารย์ใหญ่แห่งท้องฟ้าเมืองไทยในปัจจุบัน
2.ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม
ประเภทแหล่งการเรียนรู้ บุคคล
ผู้นำวิถีชีวิตเกษตรพึ่งตน
*** เล่าเรื่องราวชีวิตสู่กันฟัง
ผมเกิดที่อำเภอพนมสารคาม ฉะเชิงเทรา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๙ อายุ ๖๗ ปี พ่อแม่เป็นชาวนา ภรรยาชื่อ สมบูรณ์ มีบุตร ๓ คน การศึกษาค่อนข้างกระท่อนกระแท่น ผมเข้ามาเป็นแรงงานเด็กในเมือง เรียนตามมี ตามเกิด พยายามเรียน จนจบ ม.๖ เริ่มต้นชีวิตในช่วงปี ๐๔ สนใจเรื่องความร่ำรวย คิดอยากรวย เรื่อยมาจนถึงปี ๒๔ ก็จบ และคือ เหตุที่ทำให้ผมกลายเป็นคน มีหนี้สินล้นพ้นตัว จากที่ดินที่สะสมมา ๒๐๐-๓๐๐ ไร่ ต้องนำไปขาย ใช้หนี้ จนเหลือที่ดิน ประมาณ ๑๐ ไร่ กับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ และเรียนรู้ วิถีแบบใหม่ ทำให้ได้เข้าใจอะไร บางอย่าง ที่ขาดหาย ที่สูญเสียไป และทำใหม่ให้มันกลับคืนมา ผมเปลี่ยน มาเรียนรู้ว่า ทำอย่างไร จะรู้จักตัวเอง มากขึ้น รู้ว่าตัวเอง มีศักยภาพแค่ไหน ที่อยากรวย หรือศักยภาพแค่นี้ ทำได้พอไม่อดตายก็เก่งแล้ว ถ้ามีศักยภาพ จริง และรู้จักตัวเองจริง ผมก็ยอมรับว่า การจะทำให้รวยนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป
ผมเกิดที่อำเภอพนมสารคาม ฉะเชิงเทรา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๙ อายุ ๖๗ ปี พ่อแม่เป็นชาวนา ภรรยาชื่อ สมบูรณ์ มีบุตร ๓ คน การศึกษาค่อนข้างกระท่อนกระแท่น ผมเข้ามาเป็นแรงงานเด็กในเมือง เรียนตามมี ตามเกิด พยายามเรียน จนจบ ม.๖ เริ่มต้นชีวิตในช่วงปี ๐๔ สนใจเรื่องความร่ำรวย คิดอยากรวย เรื่อยมาจนถึงปี ๒๔ ก็จบ และคือ เหตุที่ทำให้ผมกลายเป็นคน มีหนี้สินล้นพ้นตัว จากที่ดินที่สะสมมา ๒๐๐-๓๐๐ ไร่ ต้องนำไปขาย ใช้หนี้ จนเหลือที่ดิน ประมาณ ๑๐ ไร่ กับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ และเรียนรู้ วิถีแบบใหม่ ทำให้ได้เข้าใจอะไร บางอย่าง ที่ขาดหาย ที่สูญเสียไป และทำใหม่ให้มันกลับคืนมา ผมเปลี่ยน มาเรียนรู้ว่า ทำอย่างไร จะรู้จักตัวเอง มากขึ้น รู้ว่าตัวเอง มีศักยภาพแค่ไหน ที่อยากรวย หรือศักยภาพแค่นี้ ทำได้พอไม่อดตายก็เก่งแล้ว ถ้ามีศักยภาพ จริง และรู้จักตัวเองจริง ผมก็ยอมรับว่า การจะทำให้รวยนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป
จากที่ดินเกือบ ๑๐ ไร่ และเมื่อ ๒ ปีที่แล้วมีชาวบ้านมาขายเพิ่มให้อีก ๔ ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ดินติดกัน ก็เห็นความจำเป็นว่า ควรซื้อ ทั้งที่ ผมไม่มีความคิดจะขยายที่ดินเพิ่มมาก่อน ซึ่งเป็นเหตุผลส่วนตัว ที่ต้องการพิสูจน์ ให้เห็นจริงๆ ว่า ที่ดินเท่าที่มีอยู่ เพียงพอต่อการดำรงชีวิตแล้ว เพราะหลายคนคิดว่า ที่ดินแค่ ๑๐ ไร่ น้อยเกินไป ไม่พอกิน และเมื่อมีลูกหลาน ก็จำเป็นต้องกระจายที่ดินย่อยไปเรื่อยๆ ตามจำนวน ลูกหลาน ที่เพิ่มขึ้น และครอบครัวที่ขยายขึ้น ซึ่งผมคิดว่าไม่น่าจะใช่ ผมว่าการที่เรามีที่ดินน้อย ถึงมีลูกหลาน เพิ่มอีก หลายคน เราก็ไม่จำเป็นต้องนำที่ดินมาซอยเป็นรายย่อย ให้กลายเป็นคนละไร่สองไร่ และก็ทำกินกันไม่ได้ นึกถึงคนจีน สมัยเก่าไหมว่า เขาใช้ระบบกงสี ก็คือระบบการรวม โดยไม่ได้แบ่งอะไร ให้ใครเลย ทุกคนมีสิทธิ ทำให้มันเกิด ประโยชน์ขึ้นมา และแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ผมเชื่อว่าถึงจะมีลูกเต้า หรือลูกหลาน สัก ๑๐-๒๐ คน ที่ดิน ๑๐ ไร่นี้ ถ้ามีวิธีจัดการที่ดี ก็จะพอกินทั้งหมด นี่คือวิธีที่ผมคิด จึงไม่เห็น ความจำเป็น ในเรื่องจะขยาย ที่ดินเพิ่ม
จากช่วง พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๒๔ ๒๐ ปีที่ผมทำเกษตรแบบธุรกิจ จนที่ดินหมด ๒๐๐-๓๐๐ ไร่ และอีก ๒๐ ปีให้หลังกับที่ดินที่เหลือประมาณ ๑๐ ไร่ ที่เราทำบนความรู้ความเข้าใจ และมีการเรียนรู้ที่ถูกต้อง สามารถเข้าใจทรัพยากร และจัดการเป็น ก็ไม่สร้างหนี้อะไรอีก และไม่เดือดร้อน ไม่ว่าจะมีเงินมากน้อย หรือไม่มีเงิน ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะเรามีพออยู่พอกินได้ โดยไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน แต่ถึงมีเงิน ก็ไม่เสียหายอะไร ทำให้เราได้ทำอะไรมากขึ้น สะดวกขึ้น เวลาใช้ไปก็ไม่เดือดร้อน เพราะไม่ต้อง ไปสร้างภาระ ให้กลายเป็นหนี้เป็นสินขึ้นมาอีก หมดปัญหาถ้าเราจัดการเป็น เพราะปัญหาวันนี้ ไม่ใช่เรื่อง ต้องมี ที่ดินมาก หรือทำอะไรมากๆ เราต้องเข้าใจว่า ปัญหาสำคัญที่เกิดกับเรา และเราจัดการไม่ได้ก็คือ การที่เราไปเอาชีวิต ครอบครัว ผูกพันกันระบบเกษตร ที่เรียกว่า ธุรกิจ ผมไม่ได้ปฏิเสธธุรกิจ
*** ความเข้าใจเรื่องเกษตรธุรกิจ
เกษตรธุรกิจ เป็นระบบที่เราใช้การลงทุนด้วยเงินทั้งหมด เริ่มต้นตั้งแต่จ้างคน ซื้อไม้พันธุ์เรื่อยมา กระทั่งไถดิน เตรียมดิน ถางหญ้า ใช้ปุ๋ย ใช้ยาเคมี แม้กระทั่งจะนำไปขาย การขนย้าย ก็ต้องใช้เงิน จ้างเขาทำทุกอย่าง แต่เวลาขาย เราไม่สามารถคิดต้นทุนทั้งหมดที่จ่ายตลอดรายทาง จนถึงเป็นผลผลิต ในขณะเดียวกัน เราไม่สามารถ กำหนดราคาว่า ควรเป็นเท่าไร เพราะมันขึ้นอยู่กับตลาดว่าเขาจะให้เท่าไร นี่ยังไม่พูดถึง ชีวิตครอบครัว ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการกินอยู่หลับนอน สำหรับชีวิตประจำวัน ๓๖๕ วัน โดยเราไม่ได้ นำมาบวก ในต้นทุน การผลิต เพราะฉะนั้น ปัญหาอยู่ที่เวลาขาย เราจะประสบกับการขาดทุน โดยที่เราไม่รู้ว่าขาดทุน เพราะถ้าเรา ไปคิดต้นทุน การผลิตเพียงแค่ปัจจัยการผลิตไม่กี่ตัว
เกษตรธุรกิจ เป็นระบบที่เราใช้การลงทุนด้วยเงินทั้งหมด เริ่มต้นตั้งแต่จ้างคน ซื้อไม้พันธุ์เรื่อยมา กระทั่งไถดิน เตรียมดิน ถางหญ้า ใช้ปุ๋ย ใช้ยาเคมี แม้กระทั่งจะนำไปขาย การขนย้าย ก็ต้องใช้เงิน จ้างเขาทำทุกอย่าง แต่เวลาขาย เราไม่สามารถคิดต้นทุนทั้งหมดที่จ่ายตลอดรายทาง จนถึงเป็นผลผลิต ในขณะเดียวกัน เราไม่สามารถ กำหนดราคาว่า ควรเป็นเท่าไร เพราะมันขึ้นอยู่กับตลาดว่าเขาจะให้เท่าไร นี่ยังไม่พูดถึง ชีวิตครอบครัว ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการกินอยู่หลับนอน สำหรับชีวิตประจำวัน ๓๖๕ วัน โดยเราไม่ได้ นำมาบวก ในต้นทุน การผลิต เพราะฉะนั้น ปัญหาอยู่ที่เวลาขาย เราจะประสบกับการขาดทุน โดยที่เราไม่รู้ว่าขาดทุน เพราะถ้าเรา ไปคิดต้นทุน การผลิตเพียงแค่ปัจจัยการผลิตไม่กี่ตัว
ความจริงการค้าขายที่เป็นธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องการกินอยู่ของชีวิต ถ้าเราคิดเรื่องชีวิต มันจะบอกได้ว่า เกษตร ทำธุรกิจ ไม่ได้ ถ้าทำเมื่อไร ก็ขาดทุน คำว่าธุรกิจในที่นี้หมายถึง ธุรกิจที่มุ่งทำกำไรสูงสุด ตามกระแส ทุนนิยม ที่เป็น กระแสโลก โดยปลูกทุกอย่าง เพื่อขายอย่างเดียว ทั้งที่ไม่รู้ว่า ขายไปแล้ว ตัวเองจะกินอะไร รู้แต่ว่า ขอให้ได้ขาย เพราะธุรกิจ ไม่ได้มองเรื่องชีวิต
เราต้องกลับมามองเรื่องเกษตร ในความหมายของเกษตรที่หมายถึงชีวิต ถ้าเราเอาชีวิตไปขาย เราจะอยู่ อย่างไร เพราะเกษตรกรรมคือการดำรงชีวิต มีชีวิตที่เนื่องด้วยดิน หรือการใช้ดิน การทำเกษตรนั้น เป็นได้ ในเรื่อง ของตลาด แต่มันเป็นการตลาดที่ไม่ใช่ต้องไปทำธุรกิจเพื่อแข่งขัน เพื่อที่สุดไปตาย เพราะฉะนั้น เราเป็นเกษตรกร จึงจำเป็น ต้องเข้าใจชีวิต ผลผลิตหลายอย่าง ที่มีเกินความจำเป็น ต้องกิน ต้องใช้ ก็ขายได้ แต่เราจะขายอย่างไร หรือขายสักเท่าไร อยู่ที่ความรู้ความเข้าใจของเรา ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ทุกวันนี้ ชาวนาปลูกข้าวมาได้ ๑๐ ตัน ขายหมดเลย ทั้ง ๑๐ ตัน แล้วก็เอาเงินไปซื้อข้าวกิน ปีหนึ่ง ขาย วันเดียว แต่อีก ๓๖๔ วัน ต้องซื้อกินหมด อันนี้ก็จะอยู่ไม่ได้ ดังนั้นต้องเปลี่ยนวิธี คิดระบบ การจัดการใหม่
โดยสรุปแล้ว การทำธุรกิจต้องมองเรื่องชีวิตด้วย มองเรื่องค้าขายในส่วนที่เราจำเป็นต้องขาย เราก็ขายด้วย แต่ถ้ามองเรื่อง ค้าขายอย่างเดียว ไม่สนใจเรื่องชีวิตจะอยู่ได้อย่างไร หรือจะเอาแต่เรื่องชีวิต ไม่เอาสตางค์ เลย ก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน เพราะสังคมเรา เปลี่ยนระบบ ความสัมพันธ์ ไปใช้เงินเป็นสื่อกลาง ในการแลก เปลี่ยน สิ่งอำนวย ความสะดวกต่างๆ เราจึงไม่ปฏิเสธเงิน ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่จะเอาแต่เงิน
*** มองปัญหาสังคมภาคเกษตร
เกษตรกรมีความสะดวกสบายขึ้น หลายคนอาจพอใจ โดยไม่ทันระวังว่า ความสะดวก หลายอย่าง ที่เราได้รับ นั้นมัน เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ในชีวิตประจำวัน เป็นรายจ่ายที่จะสร้างปัญหา ให้ในระยะยาว ได้เช่นเดียวกัน บางทีเราเข้าใจว่ามันดี ซึ่งอาจไม่จริงก็ได้ เพราะปัญหาที่ตามมา เช่น ปัญหาสังคมที่สูงขึ้น ปัญหาหนี้สิน ปัญหาครอบครัวหย่าร้าง ปัญหาความไม่ไว้วางใจ ปัญหาทุจริต คอรัปชั่น ปัญหาต่างๆ ทำไมมากขึ้นๆ มันมีที่มาลึกๆอย่างไร ซึ่งเรายังบอกไม่ได้ว่า อะไรเป็นเหตุ ให้เกิดปัญหา แล้วเราจะแก้ปัญหา เหล่านั้น ได้อย่างไร บางทีต้องหันกลับมาทบทวนกันบ้าง แต่ถ้าถามว่า สุขสบายไหม ก็ใช่ ผมสามารถ เดินทางไกล ได้มากขึ้น ติดต่อกับโลกภายนอกได้กว้างขึ้น และถ้าถามต่อว่า ชีวิตเราดีขึ้นไหม ความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ การพึ่งพาอาศัยกันมีไหม ในแง่นี้ผมว่า ทุกวันนี้ มีปัญหาเกิดขึ้น อย่างน้อย ๒ ข้อ ๑. แต่ละคน ต่างเริ่ม ไม่มั่นใจ ตัวเอง พอคิดจะพึ่งตัวเอง ก็เกิดความไม่มั่นใจ อย่างกรณี ที่ผมพูด ให้หลายคนเห็นว่า ผลจากการ ที่เราเอาชีวิตเข้าไปผูกพันกับระบบธุรกิจและนำมาใส่ในภาคเกษตร จะเป็นเรื่องที่ทำให้ไปไม่รอด แต่พอมี ผู้ชี้แนวทาง ที่น่าจะเหมาะสมให้ คนก็ไม่มั่นใจอีก เพราะมีความรู้สึก เหมือนไม่ได้เงิน นี่คือคนเริ่มเชื่อมั่น ตัวเองน้อยลง ๒. เมื่อความเชื่อมั่นน้อยลง การพึ่งพาตัวเองก็ทำไม่ได้ ขณะเดียวกัน พอคิดจะพึ่งพา คนนั้นคนนี้ ก็รู้ว่าเขาต้องการ สิ่งแลกเปลี่ยน ต้องการกำไร ต้องการดอกเบี้ย นั่นคือต้องพึ่งพาธนาคารหรือนายทุน เมื่อการพึ่งพากัน ลำบากขึ้น เราจะอยู่อย่างไร นั่นคือปัญหา ที่สำคัญ ของสังคม เพราะขนาดคน ที่มีความรู้ ความสามารถ ยังพึ่งตัวเองไม่ได้ ขณะเดียวกัน สังคมก็พึ่งพากัน ไม่ได้ด้วย แม้แต่วัด คนจะเข้าไปพึ่งวัด พระที่อยู่ในวัด ก็ไม่มั่นใจ คนที่จะมาขอพึ่งพา ไม่รู้ว่าเดี๋ยวจะมา ขนอะไร ของวัดไปบ้าง นี่คือสิ่งที่เราเห็น และในที่สุด ทุกคนต่างก็ไม่ไว้วางใจ ซึ่งกันและกัน
เกษตรกรมีความสะดวกสบายขึ้น หลายคนอาจพอใจ โดยไม่ทันระวังว่า ความสะดวก หลายอย่าง ที่เราได้รับ นั้นมัน เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ในชีวิตประจำวัน เป็นรายจ่ายที่จะสร้างปัญหา ให้ในระยะยาว ได้เช่นเดียวกัน บางทีเราเข้าใจว่ามันดี ซึ่งอาจไม่จริงก็ได้ เพราะปัญหาที่ตามมา เช่น ปัญหาสังคมที่สูงขึ้น ปัญหาหนี้สิน ปัญหาครอบครัวหย่าร้าง ปัญหาความไม่ไว้วางใจ ปัญหาทุจริต คอรัปชั่น ปัญหาต่างๆ ทำไมมากขึ้นๆ มันมีที่มาลึกๆอย่างไร ซึ่งเรายังบอกไม่ได้ว่า อะไรเป็นเหตุ ให้เกิดปัญหา แล้วเราจะแก้ปัญหา เหล่านั้น ได้อย่างไร บางทีต้องหันกลับมาทบทวนกันบ้าง แต่ถ้าถามว่า สุขสบายไหม ก็ใช่ ผมสามารถ เดินทางไกล ได้มากขึ้น ติดต่อกับโลกภายนอกได้กว้างขึ้น และถ้าถามต่อว่า ชีวิตเราดีขึ้นไหม ความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ การพึ่งพาอาศัยกันมีไหม ในแง่นี้ผมว่า ทุกวันนี้ มีปัญหาเกิดขึ้น อย่างน้อย ๒ ข้อ ๑. แต่ละคน ต่างเริ่ม ไม่มั่นใจ ตัวเอง พอคิดจะพึ่งตัวเอง ก็เกิดความไม่มั่นใจ อย่างกรณี ที่ผมพูด ให้หลายคนเห็นว่า ผลจากการ ที่เราเอาชีวิตเข้าไปผูกพันกับระบบธุรกิจและนำมาใส่ในภาคเกษตร จะเป็นเรื่องที่ทำให้ไปไม่รอด แต่พอมี ผู้ชี้แนวทาง ที่น่าจะเหมาะสมให้ คนก็ไม่มั่นใจอีก เพราะมีความรู้สึก เหมือนไม่ได้เงิน นี่คือคนเริ่มเชื่อมั่น ตัวเองน้อยลง ๒. เมื่อความเชื่อมั่นน้อยลง การพึ่งพาตัวเองก็ทำไม่ได้ ขณะเดียวกัน พอคิดจะพึ่งพา คนนั้นคนนี้ ก็รู้ว่าเขาต้องการ สิ่งแลกเปลี่ยน ต้องการกำไร ต้องการดอกเบี้ย นั่นคือต้องพึ่งพาธนาคารหรือนายทุน เมื่อการพึ่งพากัน ลำบากขึ้น เราจะอยู่อย่างไร นั่นคือปัญหา ที่สำคัญ ของสังคม เพราะขนาดคน ที่มีความรู้ ความสามารถ ยังพึ่งตัวเองไม่ได้ ขณะเดียวกัน สังคมก็พึ่งพากัน ไม่ได้ด้วย แม้แต่วัด คนจะเข้าไปพึ่งวัด พระที่อยู่ในวัด ก็ไม่มั่นใจ คนที่จะมาขอพึ่งพา ไม่รู้ว่าเดี๋ยวจะมา ขนอะไร ของวัดไปบ้าง นี่คือสิ่งที่เราเห็น และในที่สุด ทุกคนต่างก็ไม่ไว้วางใจ ซึ่งกันและกัน
ผมคิดว่ามาจากต้นเหตุ คือระบบการศึกษาที่เน้นเทคโนโลยีมากเกินไป จนเรียกว่าไม่เห็น ความสำคัญ ของคน ได้ทำลาย ความเชื่อมั่น ของผู้คนให้หายไป โดยหันไปพึ่งพาเทคโนโลยี ที่ต้องซื้อหา หมดเลย และที่ผ่านมา เราเน้นให้เห็นความสำคัญของการศึกษา เน้นให้เรียนจบ พอเรียนจบ ก็ถือว่าหมดภาระ ของการศึกษาแล้ว ซึ่งการคิดแบบนั้น แน่นอน จะทำให้คนไม่พัฒนาศักยภาพ ในการทำอะไร ได้จริง ปัญหาที่ผมมองวันนี้ การศึกษา ทำลายคนไปแล้ว ๓ ข้อ
๑. ทำลายความรู้ที่จะรู้จักตัวเอง เพราะการศึกษา ทำให้คน ไม่รู้จักตัวเอง
๒. ทำให้คน หลีกเลี่ยงปัญหา และไม่รู้จักปัญหา
๓. ทำให้คนไม่รู้จักทรัพยากรใกล้ตัว พืชสมุนไพรต่างๆ ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อ
๑. ทำลายความรู้ที่จะรู้จักตัวเอง เพราะการศึกษา ทำให้คน ไม่รู้จักตัวเอง
๒. ทำให้คน หลีกเลี่ยงปัญหา และไม่รู้จักปัญหา
๓. ทำให้คนไม่รู้จักทรัพยากรใกล้ตัว พืชสมุนไพรต่างๆ ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อ
เพราะฉะนั้นคุณค่าของต้นไม้ไม่ต้องพูดถึง มองทรัพยากรใกล้ตัวเป็นวัชพืชหมด จริงๆ แล้วพืชทุกตัว มีคุณค่า ในตัวของมันเอง
*** ที่มาของวนเกษตร ขุมทองแห่งการเรียนรู้
วนเกษตรเกิดขึ้นจากปัญหา โดยปัญหาได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่นำไปสู่การเรียนรู้ เรื่องชีวิต วนเกษตร เกิดขึ้น ตอนที่ผมเดือดร้อนสุดๆ คือไม่มีกินไม่มีใช้ ประการสำคัญ คือไม่มีเงินซื้อทุกอย่าง ที่อยากกิน หรือจำเป็นต้องกิน เพราะความหิวโหยก็ตาม ทำให้ต้องหันกลับมาคิดว่า ทำอย่างไร จึงจะให้ชีวิต อยู่ต่อไปได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ต้องปลูกกิน การเริ่มปลูกอะไรกินเอง พอทำมาได้สักพัก ก็เริ่มมีกิน แม้ไม่มีเงิน แต่มีกินมากขึ้น จากการที่เราปลูก มากขึ้น ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจขึ้นว่า เราไม่จำเป็นต้องกังวล เรื่องเงิน ก็เลยมาคิดต่อว่า วันนี้เราทำงานหนัก ขนาดนี้ อายุเท่านี้ ทำไหวไหม ถ้าไหว และถ้าต้องทำต่อไป ตลอดชีวิต อายุก็มากขึ้น จะไหวไหม นี่คือคำถามที่ตามมา เราจะรู้ว่าเมื่ออายุ ๖๐,๗๐,๘๐ ปี และยังไม่ตาย เราจะทำงานหนัก ได้แค่ไหน ถ้าทำไม่ไหว และไม่มีกิน เกิดลูกเต้า ไม่เลี้ยงดู เดือดร้อนแน่ เราจะทำ อย่างไรต่อ เป็นคำถาม ที่ต้องหัน กลับมาทบทวน ถ้าลูกเต้าไม่เลี้ยง โดยไม่ใช่ เพราะเขาอกตัญญู แต่เพราะ พ่อแม่ยากจน อดอยาก พึ่งตัวเองไม่ได้ ลูกเต้า ก็เลยยากจน และอดอยากตามด้วย จนไปด้วยกัน และ พวกเขา ก็ต้องมีครอบครัว มีลูกเต้าของเขาเอง ดังนั้น ภาระเฉพาะหน้าของเขา จึงไม่ใช่อยู่ที่เรา นั่นคือ การถูกทอดทิ้ง ตอนแก่ เราจะทำอย่างไร เมื่อคิดถึงตรงนี้ เรารู้แล้วว่า วันนี้ควรทำอย่างไร เพื่อให้วันนี้ มีกิน เพราะเรารู้อยู่ว่า วันนี้เราจะกินเท่าไร ทำงานหนักขนาดไหน ไหวขนาดไหน และควรทำอะไร เพิ่มไปด้วย เผื่อวันหน้า เมื่อเราทำอะไรได้น้อยลง วันที่เราแก่ ทำงานไม่ไหว เราจะอยู่ได้ พอคิดอย่างนี้ มันก็ไปคิด เกี่ยวโยง กับต้นไม้ทั้งหมด ตั้งแต่ไม้ผล ไม้พืชชั้นล่าง ที่มีใบมีดอกกิน ไม้ต้นโต ที่มันโตขึ้น ระยะหนึ่ง ก็จะกลายเป็น ไม้ขนาดใหญ่ ที่เรียกไม้ซุง ซึ่งเรารู้ว่าอีก ๒๐ ปี จะโตแค่ไหน เมื่อถึงเวลานั้น เราจะขายได้ สักกี่บาท เราคิดจากสิ่งที่ควรเป็น ถ้าตอนนั้น เรามีอายุ ๗๐ ปี และทำไม่ไหว เราควรมีสักกี่ต้น ชีวิตจึงจะ ไม่เดือดร้อน ถ้าเราปลูกต้นไม้ไว้ในครอบครองสัก ๓๐๐ ต้น โดยประเมิน จากต้นละ หมื่นบาท เราก็มีเงินถึง ๓ ล้านบาท วันนั้นถ้าเราเกิดความจำเป็น เงินจำนวนนี้เป็นหลักประกันได้แน่ ถ้าลูก ไม่เลี้ยง เราก็เลี้ยง ตัวเอง จะจ้างใครมาป้อนข้าวป้อนน้ำก็ไม่ลำบากเกินไป จ้างผู้จัดการสักคนก็พอได้อยู่ หรือไม่ก็นำเงิน ฝากธนาคาร กินดอกเบี้ยแต่ละเดือน ก็ยังไม่เดือดร้อน จึงคิดว่า เราไม่ต้องไปกังวล กับบั้นปลายชีวิต ถ้ามีการสะสม ตั้งแต่วันนี้ ซึ่งก็เห็นว่ามันจริง ทำไประยะหนึ่ง เริ่มเห็นสภาพป่ารกขึ้น มีต้นไม้ หนาตาขึ้น มีความหลากหลายของพืชพันธุ์มากขึ้น เรารู้ประโยชน์ของมันเกือบทุกอย่าง ถ้าป่าไม่เป็นธรรมชาติ อย่างที่เรา เข้าใจ แต่เป็นป่าเกษตร มันก็สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ ผมจึงเรียกว่าวนเกษตร และนี่คือ ที่มาของชื่อ วนเกษตร จากปี ๒๕๒๖ เป็นต้นมา
วนเกษตรเกิดขึ้นจากปัญหา โดยปัญหาได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่นำไปสู่การเรียนรู้ เรื่องชีวิต วนเกษตร เกิดขึ้น ตอนที่ผมเดือดร้อนสุดๆ คือไม่มีกินไม่มีใช้ ประการสำคัญ คือไม่มีเงินซื้อทุกอย่าง ที่อยากกิน หรือจำเป็นต้องกิน เพราะความหิวโหยก็ตาม ทำให้ต้องหันกลับมาคิดว่า ทำอย่างไร จึงจะให้ชีวิต อยู่ต่อไปได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ต้องปลูกกิน การเริ่มปลูกอะไรกินเอง พอทำมาได้สักพัก ก็เริ่มมีกิน แม้ไม่มีเงิน แต่มีกินมากขึ้น จากการที่เราปลูก มากขึ้น ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจขึ้นว่า เราไม่จำเป็นต้องกังวล เรื่องเงิน ก็เลยมาคิดต่อว่า วันนี้เราทำงานหนัก ขนาดนี้ อายุเท่านี้ ทำไหวไหม ถ้าไหว และถ้าต้องทำต่อไป ตลอดชีวิต อายุก็มากขึ้น จะไหวไหม นี่คือคำถามที่ตามมา เราจะรู้ว่าเมื่ออายุ ๖๐,๗๐,๘๐ ปี และยังไม่ตาย เราจะทำงานหนัก ได้แค่ไหน ถ้าทำไม่ไหว และไม่มีกิน เกิดลูกเต้า ไม่เลี้ยงดู เดือดร้อนแน่ เราจะทำ อย่างไรต่อ เป็นคำถาม ที่ต้องหัน กลับมาทบทวน ถ้าลูกเต้าไม่เลี้ยง โดยไม่ใช่ เพราะเขาอกตัญญู แต่เพราะ พ่อแม่ยากจน อดอยาก พึ่งตัวเองไม่ได้ ลูกเต้า ก็เลยยากจน และอดอยากตามด้วย จนไปด้วยกัน และ พวกเขา ก็ต้องมีครอบครัว มีลูกเต้าของเขาเอง ดังนั้น ภาระเฉพาะหน้าของเขา จึงไม่ใช่อยู่ที่เรา นั่นคือ การถูกทอดทิ้ง ตอนแก่ เราจะทำอย่างไร เมื่อคิดถึงตรงนี้ เรารู้แล้วว่า วันนี้ควรทำอย่างไร เพื่อให้วันนี้ มีกิน เพราะเรารู้อยู่ว่า วันนี้เราจะกินเท่าไร ทำงานหนักขนาดไหน ไหวขนาดไหน และควรทำอะไร เพิ่มไปด้วย เผื่อวันหน้า เมื่อเราทำอะไรได้น้อยลง วันที่เราแก่ ทำงานไม่ไหว เราจะอยู่ได้ พอคิดอย่างนี้ มันก็ไปคิด เกี่ยวโยง กับต้นไม้ทั้งหมด ตั้งแต่ไม้ผล ไม้พืชชั้นล่าง ที่มีใบมีดอกกิน ไม้ต้นโต ที่มันโตขึ้น ระยะหนึ่ง ก็จะกลายเป็น ไม้ขนาดใหญ่ ที่เรียกไม้ซุง ซึ่งเรารู้ว่าอีก ๒๐ ปี จะโตแค่ไหน เมื่อถึงเวลานั้น เราจะขายได้ สักกี่บาท เราคิดจากสิ่งที่ควรเป็น ถ้าตอนนั้น เรามีอายุ ๗๐ ปี และทำไม่ไหว เราควรมีสักกี่ต้น ชีวิตจึงจะ ไม่เดือดร้อน ถ้าเราปลูกต้นไม้ไว้ในครอบครองสัก ๓๐๐ ต้น โดยประเมิน จากต้นละ หมื่นบาท เราก็มีเงินถึง ๓ ล้านบาท วันนั้นถ้าเราเกิดความจำเป็น เงินจำนวนนี้เป็นหลักประกันได้แน่ ถ้าลูก ไม่เลี้ยง เราก็เลี้ยง ตัวเอง จะจ้างใครมาป้อนข้าวป้อนน้ำก็ไม่ลำบากเกินไป จ้างผู้จัดการสักคนก็พอได้อยู่ หรือไม่ก็นำเงิน ฝากธนาคาร กินดอกเบี้ยแต่ละเดือน ก็ยังไม่เดือดร้อน จึงคิดว่า เราไม่ต้องไปกังวล กับบั้นปลายชีวิต ถ้ามีการสะสม ตั้งแต่วันนี้ ซึ่งก็เห็นว่ามันจริง ทำไประยะหนึ่ง เริ่มเห็นสภาพป่ารกขึ้น มีต้นไม้ หนาตาขึ้น มีความหลากหลายของพืชพันธุ์มากขึ้น เรารู้ประโยชน์ของมันเกือบทุกอย่าง ถ้าป่าไม่เป็นธรรมชาติ อย่างที่เรา เข้าใจ แต่เป็นป่าเกษตร มันก็สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ ผมจึงเรียกว่าวนเกษตร และนี่คือ ที่มาของชื่อ วนเกษตร จากปี ๒๕๒๖ เป็นต้นมา
*** วนเกษตรวันนี้
วนเกษตรกลายเป็นเวทีที่คนมาใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นเวทีสำหรับการฝึกอบรม และการเรียนรู้ ในรูปแบบ ต่างๆ ทั้งประชุม และสัมมนา มีคนมาใช้ตลอดทั้งปี เกือบทุกวัน ทั้งกลุ่มนักวิชาการ องค์กรเอกชน กลุ่มอิสลาม ข้าราชการ และชาวบ้านในพื้นที่ ประกอบด้วยชาวบ้าน ๖๐-๗๐ หมู่บ้าน ที่ผมเกี่ยวข้องด้วย ในรอยต่อ ที่ติดต่อกัน ๕ จังหวัด ผมเรียกที่นี่ว่า "เวทีเครือข่ายรอบป่าตะวันออก" เรามีกิจกรรมซึ่งทำต่อเนื่อง คือทำงาน กับชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ตรงนี้ จะทำเป็นหลักจริงๆ ๑๖ หมู่บ้าน ตอนนี้กำลังเริ่มอยู่ ๕ หมู่บ้าน ซึ่งจะใช้เวลา ทั้งหมด ๓ ปี เพื่อขยายกิจกรรมนี้ออกไปยังชุมชนต่างๆ ที่นี่เราเปิดสำหรับทุกคน ทุกกลุ่ม เข้ามาใช้ได้หมด ไม่มีเรื่องธุรกิจ คนไม่มีเงินก็มาใช้ได้ สิ่งที่เราใช้เป็นอุปกรณ์ คือต้นไม้ คือทรัพยากรรอบๆ ตัว คือสิ่งที่เรามีอยู่
วนเกษตรกลายเป็นเวทีที่คนมาใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นเวทีสำหรับการฝึกอบรม และการเรียนรู้ ในรูปแบบ ต่างๆ ทั้งประชุม และสัมมนา มีคนมาใช้ตลอดทั้งปี เกือบทุกวัน ทั้งกลุ่มนักวิชาการ องค์กรเอกชน กลุ่มอิสลาม ข้าราชการ และชาวบ้านในพื้นที่ ประกอบด้วยชาวบ้าน ๖๐-๗๐ หมู่บ้าน ที่ผมเกี่ยวข้องด้วย ในรอยต่อ ที่ติดต่อกัน ๕ จังหวัด ผมเรียกที่นี่ว่า "เวทีเครือข่ายรอบป่าตะวันออก" เรามีกิจกรรมซึ่งทำต่อเนื่อง คือทำงาน กับชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ตรงนี้ จะทำเป็นหลักจริงๆ ๑๖ หมู่บ้าน ตอนนี้กำลังเริ่มอยู่ ๕ หมู่บ้าน ซึ่งจะใช้เวลา ทั้งหมด ๓ ปี เพื่อขยายกิจกรรมนี้ออกไปยังชุมชนต่างๆ ที่นี่เราเปิดสำหรับทุกคน ทุกกลุ่ม เข้ามาใช้ได้หมด ไม่มีเรื่องธุรกิจ คนไม่มีเงินก็มาใช้ได้ สิ่งที่เราใช้เป็นอุปกรณ์ คือต้นไม้ คือทรัพยากรรอบๆ ตัว คือสิ่งที่เรามีอยู่
*** ความตั้งใจดีต่อสังคม
ผมพยายามทำตามกำลังที่มีอยู่ อยากเห็นคนมีความมั่นใจที่จะพึ่งตัวเองได้ แต่ทำๆ ไปบางครั้งก็ท้อ ไม่รู้ว่า เราทำไปคนเดียวหรือเปล่า ชักไม่แน่ใจ แต่อย่างน้อยที่สุด เราก็อยู่ด้วยความรู้สึกว่า มันเป็นเหมือนหน้าที่ อะไรสักอย่าง ไม่มีใครมามอบหมายให้เราทำหรอก เป็นหน้าที่ ที่เราอยากทำ ให้คนอื่น มีความมั่นใจ ในชีวิต ที่ควรจะมี อิสระเป็นตัวของตัวเอง
ผมพยายามทำตามกำลังที่มีอยู่ อยากเห็นคนมีความมั่นใจที่จะพึ่งตัวเองได้ แต่ทำๆ ไปบางครั้งก็ท้อ ไม่รู้ว่า เราทำไปคนเดียวหรือเปล่า ชักไม่แน่ใจ แต่อย่างน้อยที่สุด เราก็อยู่ด้วยความรู้สึกว่า มันเป็นเหมือนหน้าที่ อะไรสักอย่าง ไม่มีใครมามอบหมายให้เราทำหรอก เป็นหน้าที่ ที่เราอยากทำ ให้คนอื่น มีความมั่นใจ ในชีวิต ที่ควรจะมี อิสระเป็นตัวของตัวเอง
*** สิ่งชูใจให้เบิกบาน
ความสมหวังแม้ไม่เกิดบ่อยนัก แต่ก็ดีตรงที่เราไม่ได้เจอความผิดหวังตลอด พอเราทำแล้ว ได้รับ ความร่วมมือ ก็รู้สึกดีใจ อิ่มใจ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือ ก็อาจท้อบ้าง แต่ผมไม่ได้คาดหวังอะไรไว้สูง เพราะถ้า เขาไม่ทำ ก็ไม่ใช่ว่า เราจะอยู่ไม่ได้ เพียงแต่เราอยากเห็นความร่วมมือจากหลายฝ่าย
ความสมหวังแม้ไม่เกิดบ่อยนัก แต่ก็ดีตรงที่เราไม่ได้เจอความผิดหวังตลอด พอเราทำแล้ว ได้รับ ความร่วมมือ ก็รู้สึกดีใจ อิ่มใจ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือ ก็อาจท้อบ้าง แต่ผมไม่ได้คาดหวังอะไรไว้สูง เพราะถ้า เขาไม่ทำ ก็ไม่ใช่ว่า เราจะอยู่ไม่ได้ เพียงแต่เราอยากเห็นความร่วมมือจากหลายฝ่าย
*** ความร่วมมือร่วมใจจากรัฐบาล
ไม่กล้าบอกว่าอยากได้อะไร สิ่งที่เราทำและต้องการเห็นวันนี้คือ รัฐบาลให้ความสำคัญ กับการเร่งพัฒนา ประสิทธิภาพคน ให้มากกว่า ที่จะเร่งเอาทุน เอาเงินไปให้คน จะเร่งอย่างไร ให้คนมีประสิทธิภาพ มากขึ้น โดยเฉพาะ ภาคการผลิต ให้เขามีความสามารถ จัดการผลผลิต มีการจัดการชีวิตเขา ได้มากกว่านี้ ไม่ใช่นำเงิน ไปให้อย่างเดียว ผมอยากเห็นรัฐบาล เปลี่ยนวิธี จากการใช้เงิน มาสู่วิธีที่ ทำให้ชาวบ้าน มีความรู้ และใช้ความรู้ ในการจัดการปัญหา ให้คนได้ใช้ศักยภาพ ของตัวเอง มากขึ้นกว่านี้
ไม่กล้าบอกว่าอยากได้อะไร สิ่งที่เราทำและต้องการเห็นวันนี้คือ รัฐบาลให้ความสำคัญ กับการเร่งพัฒนา ประสิทธิภาพคน ให้มากกว่า ที่จะเร่งเอาทุน เอาเงินไปให้คน จะเร่งอย่างไร ให้คนมีประสิทธิภาพ มากขึ้น โดยเฉพาะ ภาคการผลิต ให้เขามีความสามารถ จัดการผลผลิต มีการจัดการชีวิตเขา ได้มากกว่านี้ ไม่ใช่นำเงิน ไปให้อย่างเดียว ผมอยากเห็นรัฐบาล เปลี่ยนวิธี จากการใช้เงิน มาสู่วิธีที่ ทำให้ชาวบ้าน มีความรู้ และใช้ความรู้ ในการจัดการปัญหา ให้คนได้ใช้ศักยภาพ ของตัวเอง มากขึ้นกว่านี้
*** ประสบการณ์เป็นปุ๋ยให้ชีวิต
ความจริงผมมีประสบการณ์จากเหตุการณ์หลายอย่างพาไป ในช่วงที่มีปัญหา มีเพื่อนร่วมทุกข์กับเราแยะ เราเรียนรู้ จากหลายคน และจากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ปัญหายิ่งมากก็ยิ่งรู้อะไรมาก เช่น ผมสนใจเรื่อง ปัญหาราคา พืชผลตกต่ำ โดยแก้ไขปัญหาด้วยการร้องเรียน ก็เจอปัญหาใหม่ เป็นปัญหาการเมือง ถูกกล่าวหาว่า เป็นแนวร่วม ผกค. ในที่สุดทำท่าจะเอาตัวไม่รอด จนกระทั่งค้นพบวิธีสุดท้าย คือการพึ่ง ตัวเอง ทำให้มากขึ้น และลดบทบาทลง ผมหยุดแสดงความคิดเห็น พูดน้อยที่สุด เพราะบางเรื่อง เราพูดจาก ปัญหาจริง แต่มันกลายเป็น ปัญหาจริงๆ จากกลุ่มคนที่ไม่ต้องการ ให้เราพูดปัญหานั้น ก็กลายเป็น ปัญหาใหม่ ที่ตามมา เรากลายเป็น เสี้ยนหนาม นี้คือเรื่องราวการเรียนรู้ของผม ในช่วงชีวิต ที่ผ่านมา ๔๒ ปี จากปี ๒๔-๔๖ ผมนำ ประสบการณ์ ในแต่ละช่วง มาจำแนก ให้เห็นภาพ สรุปบทเรียน ให้ตัวเอง ขณะเดียวกันผมก็ทำงานกับชาวบ้าน แนะให้เขา เกิดการเรียนรู้ ทำอย่างไร ให้พวกเขา มีข้อสรุป ที่จะนำไป ปรับทิฐิต่างๆ เพื่อเลือกทางเดินชีวิต เมื่อผมทำเรื่อง การเรียนรู้แล้วพบว่า สิ่งที่ชาวบ้าน ขาดแคลน ก็คือ เรื่องการเรียนรู้ ดังนั้นวันนี้ผมจึงหันมาทำเรื่อง ทำอย่างไร ให้คนรู้จัก ที่จะพึ่งตัวเอง โดยนำ ประสบการณ์ ที่เราทำและเห็นว่าควรทำมาถ่ายทอด เพื่อให้พวกเขา ได้ทบทวน
ความจริงผมมีประสบการณ์จากเหตุการณ์หลายอย่างพาไป ในช่วงที่มีปัญหา มีเพื่อนร่วมทุกข์กับเราแยะ เราเรียนรู้ จากหลายคน และจากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ปัญหายิ่งมากก็ยิ่งรู้อะไรมาก เช่น ผมสนใจเรื่อง ปัญหาราคา พืชผลตกต่ำ โดยแก้ไขปัญหาด้วยการร้องเรียน ก็เจอปัญหาใหม่ เป็นปัญหาการเมือง ถูกกล่าวหาว่า เป็นแนวร่วม ผกค. ในที่สุดทำท่าจะเอาตัวไม่รอด จนกระทั่งค้นพบวิธีสุดท้าย คือการพึ่ง ตัวเอง ทำให้มากขึ้น และลดบทบาทลง ผมหยุดแสดงความคิดเห็น พูดน้อยที่สุด เพราะบางเรื่อง เราพูดจาก ปัญหาจริง แต่มันกลายเป็น ปัญหาจริงๆ จากกลุ่มคนที่ไม่ต้องการ ให้เราพูดปัญหานั้น ก็กลายเป็น ปัญหาใหม่ ที่ตามมา เรากลายเป็น เสี้ยนหนาม นี้คือเรื่องราวการเรียนรู้ของผม ในช่วงชีวิต ที่ผ่านมา ๔๒ ปี จากปี ๒๔-๔๖ ผมนำ ประสบการณ์ ในแต่ละช่วง มาจำแนก ให้เห็นภาพ สรุปบทเรียน ให้ตัวเอง ขณะเดียวกันผมก็ทำงานกับชาวบ้าน แนะให้เขา เกิดการเรียนรู้ ทำอย่างไร ให้พวกเขา มีข้อสรุป ที่จะนำไป ปรับทิฐิต่างๆ เพื่อเลือกทางเดินชีวิต เมื่อผมทำเรื่อง การเรียนรู้แล้วพบว่า สิ่งที่ชาวบ้าน ขาดแคลน ก็คือ เรื่องการเรียนรู้ ดังนั้นวันนี้ผมจึงหันมาทำเรื่อง ทำอย่างไร ให้คนรู้จัก ที่จะพึ่งตัวเอง โดยนำ ประสบการณ์ ที่เราทำและเห็นว่าควรทำมาถ่ายทอด เพื่อให้พวกเขา ได้ทบทวน
3.ทรงชัย รัตนสุบรรณ
ประเภทแหล่งการเรียนรู้ บุคคล
ทรงชัย รัตนสุบรรณเป็นบุตรของ นายสุบรรณ และนางบุญรัตน์ รัตนสุบรรณ สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา จากโรงเรียนวัดแหลมใต้ และสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จากโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ จากนั้น เขาก็ได้สำเร็จการศึกษาระดับอาชีวศึกษา จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา และ พ.ศ. 2538 ก็ได้รับปริญญาบัตรมหาบัณฑิต สาขาสังคมสงเคราะห์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง
พ.ศ. 2518 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นโปรโมเตอร์ครั้งแรก ที่สนามมวยสนามมวยเวทีลุมพินี ในวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2540 เป็นนายสนามมวยมาตรฐานแห่งใหม่ โดยสร้างสนามมวยขึ้นที่จังหงัดฉะเชิงเทรา โดยใช้ชื่อว่า สนามมวยนานาชาติ (ประเทศไทย) โดยมีพล อ.เชษฐา ฐานะจาโร ผู้บัญชากาทหารบก/นายกสมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทยเป็นประธานในพิธีเปิด
19 ธันวาคม พ.ศ. 2543 ได้ลาออกจากการเป็นโปรโมเตอร์ของสนามมวยสนามมวยเวทีลุมพินีและได้ทำการจัดแข่งขันที่สนามมวยเวทีลุมพินีเป็นครั้งสุดท้าย และวันที่ 31 ธันวาคม ของปีเดียวกันนี้ ก็ได้ย้ายการจัดการแข่งขันชกมวยจากสนามมวยนานาชาติ ไปแข่งขันที่สนามมวยชั่วคราวห้องคอนเวนชั่น ฮอลล์ ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน
7 มกราคม พ.ศ. 2544 เริ่มจัดการแข่งขันที่สนามมวยชั่วคราวห้องคอนเวนชั่นฮอลล์ ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน/ท่าพระ รวมถึงในวันที่ 25 มกราคม ของปีเดียวกันนี้ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นโปรโมเตอร์คนที่ 13 ของสนามมวยเวทีราชดำเนิน ประเดิมนัดแรกในรายการ "ศึกมหาชนวันทรงชัย"
ด้านชีวิตส่วนตัว ทรงชัยสมรสกับนางเสาวนีย์ รัตนสุบรรณ (ตั้งกงพานิช) มีบุตรธิดาด้วยกัน 3 คน ได้แก่ นางสาวภัทรภร รัตนสุบรรณ, นายศิรภพ รัตนสุบรรณ และนางสาวปริยากร รัตนสุบรรณ
นายทรงชัยเริ่มก่อตั้งบริษัท ทรงชัย บ๊อกซิ่ง โปรโมชั่น จำกัดในวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2531 เป็นบริษัทแรกเพื่อ ที่จะดำเนินธุรกิจทางด้านการจัดแข่งขันมวย
บริษัทที่ 2 ในวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2533 ใช้ชื่อว่า บริษัทมวยไทย โปรโมชั่น จำกัด เพื่อรองรับการขยาย งานที่มากขึ้นธุรกิจของคุณทรงชัยก็ได้มีการเจริญก้าวมาอย่างต่อเนื่องจึงขยายธุรกิจโดยเปิดบริษัทเพิ่มอีก 4 บริษัทในเวลาต่อมา ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับวงการมวย อาทิเช่น การจัดการแข่งขันชกมวยไทย มวยสากล ผลิตและจัดจำหน่าย วีซีดี ดีวีดี การแข่งขันชกมวย ฯลฯ ดังนี้
บริษัท เอสเอสอาร์ โปรโมชั่น จำกัด ในวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2537
บริษัท ทรงชัย อินเตอร์เนชั่นแนล โปรโมชั่น จำกัด ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2539
บริษัท เอส.เอส.บ๊อกซิ่ง โปรดักชั่น จำกัด ในวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2540
บริษัท วันทรงชัย จำกัด ในวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2544 เป็นลำดับสุดท้าย
โดยทุกบริษัทที่กล่าวมานายทรงชัยได้ก่อตั้งและดำเนินงานทางด้านธุรกิจนประสบความสำเร็จ แล้วจึงมอบหมายงานให้ บุตรและธิดา เข้ามาช่วยบริหารงานต่อจากนายทรงชัย และประสบความสำเร้จสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน
โปรโมเตอร์เวทีมวยราชดำเนิน
ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ประธานฝ่ายกีฬามวย มูลนิธิ ๕ ธันวามหาราช ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ถึงปัจจุบัน
โปรโมเตอร์เกียรตินิยมสมาคมมวยโลก (WBA)
18 มีนาคม พ.ศ. 2535 โล่ห์รางวัลเกียรติยศประกาศเกียรติคุณ บุคคลตัวอย่าง ผู้เผยแพร่ศิลปะมวยไทย
16 เมษายน พ.ศ. 2535 ได้รับประกาศเกียรติคุณ บุคคลสร้างสรรค์ ส่งเสริมกีฬามวยสมัครเล่น จนได้ครองเหรียญโอลิมปิค ที่บาเซโลน่า 1992
พ.ศ. 2536 ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตำแหน่งที่ปรึกษาผู้อำนายการกองกรรมมาธิการ 2
7 มิถุนายน พ.ศ. 2539 ได้รับพระราชทานประกาศนียบัตร จากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก
18 พฤษภาคม พ.ศ. 2544 ได้รับรางวัลโล่ห์เกียรติยศ " ผู้ทรงคุณค่าวงการกีฬา " ของพระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัวฯ
15 กันยายน พ.ศ. 2544 ได้รับรางวัล " ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม "
6 ธันวาคม พ.ศ. 2544 สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทย สำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้นายทรงชัย รัตนสุบรรณ เป็นที่ปรึกษาประธานกรรมการกีฬามวย
11 กันยายน พ.ศ. 2545 ได้รับรางวัลเกียรติยศ "บุคคลในวงการกีฬาที่ประสบความสำเร็จในการเป็นผู้จัดการนักมวย ระดับแชมป์โลก " ของคณะกรรมาธิการกีฬา วุฒิสภามอบให้โดย พลตรีมนูญกฤต รูปขจร ประธานวุฒิสภา
12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 จัดมหกรรมมวยไทยช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้ สินามิ ประธานจัดงานนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ
22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 จัดการแข่งขันชกมวยการกุศล วัดผาติการาม
4.สามารถ พยัคฆ์อรุณ
ประเภทแหล่งการเรียนรู้ บุคคล
สามารถ พยัคฆ์อรุณ อดีตแชมป์โลกคนที่ 10 ของไทย อดีตยอดนักมวยไทยชื่อดัง มีชื่อจริงว่า สามารถ ทิพย์ท่าไม้ เกิดเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2505 ที่ตำบลคลองเขต (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของตำบลท่าข้าม) อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา สามารถหัดชกมวยครั้งแรกโดยเริ่มจากมวยไทยตั้งแต่อายุ 11 ขวบ โดยใช้ชื่อว่า "สามารถ ลูกคลองเขต"
สามารถชกมวยไทยในแถบจังหวัดภาคตะวันออกถึงร้อยกว่าครั้ง จึงได้เดินทางมาชกในกรุงเทพ ฯ ในปี พ.ศ. 2522 ที่สนามมวยเวทีลุมพินี โดยอยู่ในการดูแลของโปรโมเตอร์ชื่อดัง ทรงชัย รัตนสุบรรณ
สามารถถือได้ว่าเป็นนักมวยที่มีชั้นเชิงแพรวพราว สายตาดี ชกได้สนุก ชนะใจคนดู และประสบความสำเร็จอย่างมากในการชกมวยไทย โดยได้แชมป์ของสนามมวยเวทีลุมพินีถึง 4 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่นพินเวท (105 ปอนด์) ในปี พ.ศ. 2523 รุ่นจูเนียร์ฟลายเวท (108 ปอนด์) ในปี พ.ศ. 2523 รุ่นจูเนียร์แบนตั้มเวท (115 ปอนด์) ในปี พ.ศ. 2524 รุ่นเฟเธอร์เวท (126 ปอนด์) ในปี พ.ศ. 2524
สามารถ พยัคฆ์อรุณ เริ่มหันมาชกมวยสากลอาชีพโดยได้รับการสนับสนุนจากบุคคลหลายฝ่าย เช่น ทรงชัย รัตนสุบรรณ ผู้จัดการและโปรโมเตอร์ สหสมภพ ศรีสมวงศ์ และสุชาติ เกิดเมฆ สามารถชกมวยสากลสร้างประสบการณ์อยู่ 11 ครั้ง จึงได้ชิงแชมป์โลกครั้งแรกในรุ่นซูเปอร์แบนตั้มเวท (122 ปอนด์) ของสภามวยโลก หรือ WBC กับมักมวยชาวเม็กซิกัน กัวดาลูเป้ พินเธอร์ ผลการชก สามารถเอาชนะน็อกแชมป์โลกไปได้ในยกที่ 5 กลายเป็นแชมป์โลกคนที่ 10 ของไทยไปทันที
ภายหลังจากได้แชมป์โลกไปแล้ว สามารถชกป้องกันตำแหน่งอีกครั้งคือ การชกป้องกันตำแหน่งกับ ฮวน คิด เมซ่า นักมวยชาวเม็กซิกัน ซึ่งเป็นอดีตแชมป์โลกในรุ่นนี้ ผลปรากฏว่า สามารถก็เอาชนะน็อกไปในยกที่ 12 การชกกับฮวน คิด เมซ่า ได้รับการกล่าวขานถึงเป็นอย่างมาก เพราะสามารถพิงเชือกโยกหลบหมัดของผู้ท้าชิงด้วยสายตาอันว่องไวนับสิบ ๆ หมัด (ประมาณกันว่า 27 หมัด) และชกสวนหมัดตรงเข้าปลายคางไปเพียงหมัดเดียว ก็เอาชนะน็อกผู้ท้าชิงไปได้อย่างน่าประทับใจ โดยการชกครั้งนี้เป็นการชกร่วมรายการเดียวกับ สด จิตรลดา ป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกรุ่นฟลายเวท WBC กับกาเบรียล เบอร์นัล ด้วย
จากนั้น สามารถเดินทางไปป้องกันตำแหน่งครั้งที่ 2 เป็นการป้องกันตำแหน่งนอกบ้านถึงประเทศออสเตรเลีย กับนักมวยเจ้าถิ่น เจฟฟ์ เฟเนค (ซึ่งต่อมาเป็นนักมวยชื่อดังระดับโลก เป็นแชมป์โลก 3 รุ่น) การชกในครั้งนี้สามารถประสบกับปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวซึ่งต้องลดเป็นอย่างมาก จึงถูก เฟเนค น็อกในยกที่ 4 อย่างหมดรูป แต่กระนั้นก็ยังมีผู้ตั้งข้อสงสัยว่า สามารถล้มมวยหรือเปล่า เพราะไม่เชื่อว่าฟอร์มการชกก่อนหน้านั้น 2 ครั้ง จะทำให้สามารถแพ้อย่างง่ายดายเช่นนี้ ซึ่งสามารถได้พิสูจน์ความจริงใจของตนเองด้วยการทำพิธีสาบานที่วัดพระแก้วจนเป็นข่าวครึกโครมในช่วงนั้น
หลังจากเสียแชมป์โลกไปแล้ว สามารถ ยังคงชกมวยต่อ และกลับมาชกมวยไทยอีกครั้ง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จด้วยการชนะนักมวยชั้นนำในสมัยนั้นหลายรายเช่น เจริญทอง เกียรติบ้านช่อง เป็นต้น จนในปี พ.ศ. 2531 สามารถ พยัคฆ์อรุณ ได้รับรางวัลนักมวยไทยยอดเยี่ยม จากสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬา
5.พิจิตร กุลละวณิชย์
ประเภทแหล่งการเรียนรู้ บุคคล
พล.อ.พิจิตร เกิดเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 ที่อำเภอแปดริ้ว (ปัจจุบันคือ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา) เป็นบุตรคนโตในจำนวนบุตรทั้งหมด 7 คนของนายจวน กุลละวณิชย์ เมื่อศึกษาจบการโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย จึงสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 2 (จปร. 2)
ขณะที่เรียนอยู่ปีที่ 2 นั้นมีผลการเรียนดีเด่นมาก จึงถูกส่งตัวไปเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยเวสต์ปอยต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยเวสต์ปอยต์ใน พ.ศ. 2501 จากนั้นก็ไปเรียนต่อที่โรงเรียนทหารราบสหรัฐฯ ฟอร์ดแบบนิ่ง รัฐจอร์เจียในหลักสูตรผู้บังคับหมวด, หลักสูตรจู่โจม RANGER และหลักสูตรโดดร่ม AIRBONE
เมื่อกลับมาได้เริ่มรับราชการครั้งแรกเป็นครูอยู่แผนกวิชาการรบพิเศษและส่ง ทางอากาศ โรงเรียนทหารราบศูนย์การทหารราบลพบุรี ทำหน้าที่ฝึกสอนนายทหารและนายสิบในหลักสูตรจู่โจมและโดดร่มหลายรุ่น ในการสอนนักเรียนจู่โจม ระหว่างการฝึกเข้าตี แทงดาบ หรือ เลิกแถว จะกำหนดให้นักเรียนทหาร ร้องคำว่า "เอี้ย" เป็นสัญลักษณ์การคำรามของเสือก่อนการจู่โจม ทำให้ได้รับสมญานามว่า "เสือใหญ่" เช่นเดียวกับสัญลักษณ์ของหน่วยจู่โจม มาตั้งแต่นั้น จึงทำให้ในปัจจุบันสื่อมวลชนจึงนิยมเรียกชื่อท่านเล่น ๆ ว่า "บิ๊กเสือ"
ระหว่าง พ.ศ. 2504 - พ.ศ. 2505 เรียนหลักสูตร ผบ.พัน ที่ฟอร์ดเบนนิ่ง แล้วกลับมาเป็นนายทหารยุทธการและการฝึกของกองพันทางอากาศที่ 1 (ร.31 พัน 3 รอ. ในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นกองพันส่งทางอากาศกองพันแรกของกองทัพบกซึ่งอยู่ที่จังหวัดลพบุรี
ปี พ.ศ. 2508 - พ.ศ. 2509 เข้าเรียนในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก
เมื่อศึกษาจบแล้วได้ย้ายไปรับตำแหน่งเป็นหัวหน้ายุทธการและการฝึกศูนย์สงครามพิเศษลพบุรี หลังจากนี้ได้เดินทางไปราชการรบในสงครามเวียดนาม
ต่อมาเลื่อนขึ้นเป็นรองผู้บังคับการหัวหน้ายุทธการในเวียดนาม (ปฏิบัติการร่วมกับ พล.ท.ชวลิต ยงใจยุทธ ยศในขณะนั้น)
จากนั้นไปปฏิบัติราชการพิเศษในประเทศลาว ตำแหน่งรองผู้บังคับการหน่วยรบพิเศษเฉพาะกิจราทิกุลอยู่ 1 ปี คือระหว่าง พ.ศ. 2514 - พ.ศ. 2515 และเป็นผู้บังคับการหน่วยเดียวกันนี้จนถึง พ.ศ. 2517
เมื่อกลับจากราชการพิเศษในประเทศลาว ก็เข้ารับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยหัวหน้ากองยุทธการ กรมยุทธการทหารบก
ในเหตุการณ์กบฏ 9 กันยายน พ.ศ. 2528 พล.อ.พิจิตร ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 ในยศ พลโท (พล.ท.) เป็นผู้ประสานจัดเครื่องบินให้แก่ พ.อ.มนูญ รูปขจร แกนนำก่อการกบฏเดินทางออกนอกประเทศไป
หลังเกษียณราชการแล้ว ได้รับโปรดเกล้าฯให้เป็นองคมนตรีเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2536






.jpg)







.jpg)



